กำจัด “หินปูน” อย่างไรให้หายขาด ?

กำจัด “หินปูน” อย่างไรให้หายขาด

    ปัญหาทางช่องปากเป็นสิ่งสร้างความเบื่อหน่ายให้แก่คนเราเป็นอย่างมาก แม้ว่าเราจะแปรงฟันทำความสะอาดอย่างดีที่สุดแล้ว แต่ในบางครั้งแปรงสีฟันก็ไม่สามารถกำจัดคราบเศษอาหารที่ติดอยู่ได้อย่างหมดจด เนื่องจากรูปฟันของเราอาจจะเอื้อต่อการกักเก็บของเศษอาหารได้ ซึ่งมีผลให้เกิดแมลงกินฟัน รวมไปถึงคราบหินปูนสีเหลืองๆ ซึ่งเกาะแน่นฝังนาน และคอยทำร้ายสุขภาพฟันของเราอย่างช้าๆ กว่าเราจะรู้ตัวก็อาจจะสายจนยากเกินจะแก้ไขแล้ว

    หากยังไม่ยากให้เกิดการสะสมตัวของหินปูน ก็จำเป็นต้องความเข้าใจให้ได้เสียก่อนว่าหินปูนเกิดขึ้นได้อย่างไร ต้องป้องกันอย่างไร และหินปูนที่เราเป็นอยู่มีอันตรายร้ายแรงต่อปากของเรามากแค่ไหน หากเราสามารถทำความเข้าใจได้ทั้งหมดแล้ว โอกาสที่จะมีปากที่สะอาดปราศจากคราบหินปูนก็คงมีมากขึ้นได้อย่างแน่นอน

    หินปูน เป็นสิ่งที่เกิดตามธรรมชาติ เมื่อเกิดสภาวะบางอย่างที่เหมาะสม หินปูนก็จะก่อตัวขึ้นและเพิ่มปริมาณมากขึ้นเรื่อยๆในทุกๆวัน หากพูดกันด้วยหลักการทางวิทยาศาสตร์แล้ว หินปูนก็คือ “เกลือคาร์บอเนต” ที่เกิดขึ้นจากการสะสมตัวของตะกอน ซากสิ่งมีชีวิตเล็กๆ หรือสารอนินทรีย์ขนาดเล็กๆ ตามร่องฟัน จนเกิดการหลอมรวมตัวของธาตุแคลเซียมจนกลายเป็น “หินปูน” เมื่อนานวันเข้าก็ยิ่งเพิ่มขนาดและความแน่นหนามากขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้เราสามารถสังเกตเห็นมันได้อย่างเด่นชัดนั่นเอง

กำจัด “หินปูน” อย่างไรให้หายขาด

ภาพจาก : http://sukkapab.com กำจัด “หินปูน” อย่างไรให้หายขาด


    คราบหินปูนสามารถเกิดได้ทุกที่ในช่องปาก โดยเฉพาะบริเวณที่การทำความสะอาดเข้าไม่ถึง เช่น ซอกฟัน ระหว่างฟัน หรือเกิดที่โคนของฟันทุกซี่ในปาก เป็นต้น ซึ่งหากปล่อยไว้อาจมีอันตรายสูง ดังต่อไปนี้


    1. เลือดออกขณะแปรงฟัน 

เคยหรือไม่ค่ะเวลาที่คุณแปรงฟัน แล้วสังเกตได้ว่ามีเลือดซึมออกมาในขณะที่กำลังแปรงฟันด้วย ทั้งที่ก็ไม่ได้ขัดถูด้วยแรงที่มากเกินไปเลย แต่ทำไมถึงยังมีเลือดออก ทั้งนี้ก็เป็นเพราะหินปูนเป็นตัวการสำคัญในการทำร้ายเหงือกของคุณนั่นเอง และถึงแม้จะลงแรงในการแปรงฟันมากขึ้น ก็ยังไม่สามารถกำจัดเอาหินปูนออกไปได้หมดอยู่ดี ทำได้แต่เพียงการทำลายเหงือกจนเกิดเลือดออกมากขึ้นเท่านั้น

 

    2. เหงือกบวม 

นอกเหนือจากการสังเกตเห็นเลือดที่ออกขณะแปรงฟันแล้ว การมีหินปูนยังส่งผลให้เหงือกบวมได้ด้วย และยิ่งคุณต้องการกำจัดคราบหินปูนด้วยการแปรงฟันที่รุนแรงมากขึ้นเท่าไร ก็มีแต่จะทำให้เหงือกบวมอักเสบหรือเป็นแผลได้มากขึ้นเท่านั้น


3. ฟันเหลือง 

เมื่อคราบหินปูนสะสมตัวไปเรื่อยๆ นานวันเข้าตะกอนของหินปูนก็จะทำให้ฟันของคุณเปลี่ยนเป็นสีเหลือง จนทำให้คุณแทบจะไม่กล้ายิ้มยิงฟันหรือพูดคุยกับคนอื่นแบบใกล้ชิดเลยละ


4. มีกลิ่นปาก 

นี่เป็นปัญหาที่คู่กันของการมีคราบหินปูน เพราะไม่เพียงแต่หินปูนจะแสดงออกในด้านของการมีฟันเหลืองเพียงเท่านั้น แต่แบคทีเรียที่สะสมอยู่ในซอกฟัน ยังจะทำให้คุณมีกลิ่นปากที่แสนเหม็น แม้จะทำความสะอาดหรือแปรงฟันได้ดีเพียงใดก็ยังไม่อาจกำจัดกลิ่นได้อย่างหมดจด จนทำให้คนที่คุณคุยด้วยต้องเบือนหน้าหนีไปเสียหมด


    5. เหงือกร่น

 ปัญหานี้ถือเป็นปัญหาหนักที่จะเกิดขึ้นต่อเมื่อมีการสะสมตัวของหินปูนเป็นก้อนใหญ่มากๆ เพราะก้อนหินปูนที่เกิดขึ้นจะดันเหงือกลงข้างล่าง จนเป็นสาเหตุของอาการเหงือกร่นในที่สุด


6. ฟันโยก ฟันห่าง

 เมื่อเหงือกไม่แข็งแรงเพราะถูกหินปูนเล่นงาน ก็ย่อมมีผลต่อสุขภาพฟันที่อ่อนแอลงได้ด้วย เพราะเมื่อหินปูนดันเหงือกลงมามากจนถึงจุดๆหนึ่ง เหงือกจะทำหน้าที่ยึดฟันได้น้อยลง เวลาที่เราเคี้ยวอาหารหรือบดเคี้ยวสิ่งใดอย่างรุนแรง จึงเป็นการเพิ่มโอกาสให้ฟันโยกหลุดออกได้มากยิ่งขึ้น หรือดันให้ฟันห่างกันออกไปได้เรื่อยๆนั่นเอง


7. ฟันผุ 

ปัญหาสุดท้าย คือ ฟันผุ เพราะเมื่อเชื้อจุลินทรีย์ย่อยอาหารเสร็จแล้ว มันก็จะปล่อยสารที่เป็นกรดออกมา ซึ่งกรดนี้จะกัดกร่อนผิวเคลือบฟันให้เป็นร่อง การที่คุณปล่อยมันทิ้งไว้นาน ๆ ก็จะทำให้เกิดอาการฟันผุได้ในที่สุดนั่นเอง

    เมื่อทราบถึงผลกระทบกันไปแล้ว มาดูวิธีการกำจัดและป้องกันไม่ให้มันเกิดขึ้นกันดีกว่า
    สิ่งสำคัญที่สุดก็คงจะหนีไม่พ้นการแปรงฟัน แต่แปรงฟันเพียงอย่างเดียวอาจไม่สามารถกำจัดเศษอาหารออกจากซอกหลืบได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น การใช้ไหมขัดฟันเป็นผู้ช่วยจึงกลายเป็นเรื่องสำคัญที่ควรเอาใจใส่เพิ่มเติมเข้ามา

    แต่ถึงแม้ว่าจะแปรงฟันหรือใช้ไหมขัดฟันจนแน่ใจว่าสะอาดมากแค่ไหนแล้ว โอกาสการเกิดหินปูนก็ยังคงมีอยู่ ดังนั้น คุณจึงควรเข้าพบทันตแพทย์เพื่อให้คุณหมอขูดหินปูนเป็นประจำ โดยถ้าเป็นไปได้ควรเข้าพบทุกๆ 6 เดือน ที่สำคัญ…ไม่ควรเด็ดขาดที่จะพยายามแงะหินปูนที่ติดอยู่บนซี่ฟันออกด้วยของที่แหลมคม เพราะนอกจากจะไม่สามารถเอาออกได้อย่างหมดจดแล้ว ยังเสี่ยงต่ออันตรายจากของแหลมคมนั้นๆอีกด้วย
คุณจะไม่มีปัญหาทางช่องปากเลย หากรู้จักดูแลรักษาและสำรวจความเป็นไปของร่างกายอย่างสม่ำเสมอ อย่ามัวแต่รอให้เกิดปัญหาขึ้นก่อนแล้วค่อยแก้ไข เพราะเมื่อถึงวันนั้น ปัญหาที่เคยเป็นเรื่องเล็ก อาจจะพัฒนากลายเป็นเรื่องที่ใหญ่โตมโหฬารจนยากเกินกว่าจะแก้ไขได้