กินข้าวกับ “น้ำพริก(ปลาทู)” สิจ๊ะ

 “น้ำพริกกับปลาทู” เป็นเมนูอาหารคู่ครัวไทยที่ทุกๆชนชั้นรู้จักกันมาอย่างช้านาน ไม่ว่าบ้านไหนๆก็คงจะต้องเคยนั่งล้อมวงกินน้ำพริกถ้วยเดียวกันมาแล้วทั้งนั้น ซึ่งเครื่องเคียงที่ขาดไม่ได้เลยก็คงหนีไม่พ้นปลาทูทอดตัวโตๆและผักลวกจิ้มหลากหลายชนิด ที่เพียงแค่ได้กลิ่นโชยมาแตะจมูกเมื่อใด ก็น้ำลายสอซะแล้วสิ

 "น้ำพริกกับปลาทู"
ภาพจาก : http://www.chillpainai.com/scoop/574/ “น้ำพริกกับปลาทู”

 

ไม่เพียงแต่ความอร่อยเพียงเท่านั้น การรับประทานอาหารจานนี้ยังแฝงไปด้วยคุณประโยชน์แบบเต็มๆ จะเป็นอะไรบ้างนั้น มาลิ้มรสความรู้ไปพร้อมๆกันเลยค่ะ

ปลาทูจัดเป็นหนึ่งชนิดปลาที่หารับประทานได้ง่าย อร่อย และมีคุณค่าทางอาหารสูง ปลาทูได้ชื่อว่า เป็นปลาที่จับได้มากที่สุดในท้องทะเลไทย และถูกใช้เป็นอาหารหลักของผู้คนทั้งในแถบชายทะเลและเกือบทั่วทุกพื้นที่ในประเทศ ปริมาณความต้องการในการบริโภคปลาทูจึงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกวัน ประกอบกับการส่งเสริมความรู้เกี่ยวกับคุณค่าทางโภชนาการของปลาชนิดนี้ จึงส่งผลให้หลากหลายเมนูมีปลาทูเข้าไปมีส่วนร่วมอยู่ด้วย

สำหรับประโยชน์ในการรับประทานปลาชนิดนี้ มีดีตรงที่สามารถช่วยลดปริมาณไขมันในเส้นเลือด  เพิ่มโปรตีนคุณภาพดี ควบคุมแคลอรี่ และร่างกายย่อยสลายได้ง่าย  เนื่องมาจากในตัวปลาทูมีสารโอเมก้า 3  ซึ่งเป็นไขมันประเภทไม่อิ่มตัวอยู่ในปริมาณสูง การรับประทานปลาทูเป็นประจำจึงมีประโยชน์ในเรื่องการลดอัตราความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดตีบ นอกจากนี้ ยังสามารถช่วยลดคอเลสเตอรอล  ไตรกลีเซอไรด์   และควบคุมความข้นของเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติได้ดีด้วย ประโยชน์อีกส่วนหนึ่งที่สำคัญก็คือ ปลาชนิดนี้มีกากอาหารหรือเส้นใยในปริมาณไม่สูงมากนัก จึงเหมาะสำหรับคนในทุกเพศทุกวัย ทั้งทารก เด็ก หรือผู้ใหญ่บางรายที่มีความผิดปกติของระบบย่อยอาหาร

นอกเหนือจากปลาทูแล้ว การจะรับประทานน้ำพริกให้อร่อยก็ไม่สามารถขาดผักไปได้เลย ซึ่งผักที่นิยมนำมารับประทานคู่กับน้ำพริกส่วนใหญ่ก็จะเป็นผักสดหรือผักต้ม โดยผักสดก็มักจะประกอบไปด้วยแตงกวา มะเขือเปราะ มะเขือม่วง หรือมะเขือต่างๆ ที่มีในท้องถิ่น เป็นต้น ส่วนผักต้มก็จะเป็นพวกผักบุ้งหรือถั่วฝักยาว ที่มักจะนิยมนำไปลวกให้นิ่มก่อนนำมารับประทาน ซึ่งการรับประทานผักหลากชนิดแบบนี้ย่อมจะส่งผลให้ร่างกายได้รับวิตามินและแร่ธาตุอย่างหลากหลายและค่อนข้างครบถ้วน อีกทั้ง ยังได้รับใยอาหารจากผัก ที่ถือเป็นตัวช่วยอย่างดีต่อระบบขับถ่ายในร่างกายมนุษย์ และไม่ทำให้เกิดอาการท้องผูกเอาได้ง่ายๆ

ส่วนสุดท้ายที่ไม่กล่าวถึงก็คงจะไม่ได้ ซึ่งก็คือ “น้ำพริก” นั่นเอง น้ำพริกที่มีในประเทศไทยมีอยู่มากมายกว่า 200 ประเภท ซึ่งแต่ละท้องถิ่นก็มีกรรมวิธีในการผลิตหรือเคล็ดลับความอร่อยที่แตกต่างกันออกไป โดยน้ำพริกที่คนไทยส่วนใหญ่นิยมรับประทานกันมากก็จะเป็นพวกน้ำพริกกะปิ น้ำพริกปลาทู น้ำพริกปลาร้า หรือน้ำพริกหนุ่ม ซึ่งไม่ว่าจะเป็นน้ำพริกชนิดไหนก็ล้วนมีประโยชน์ต่อร่างกายทั้งนั้น เมื่อเราลองมองลึกลงไปในน้ำพริกแต่ละถ้วย ก็จะพบว่า ในน้ำพริกหนึ่งถ้วยประกอบไปด้วยส่วนประกอบของวัตถุดิบมากมาย ทุกๆอย่างที่ผสมรวมกันล้วนมีคุณค่าที่ช่วยบำรุงร่างกายได้ทั้งสิ้น เริ่มต้นจากส่วนประกอบแรกที่เป็นพริกกันก่อน ในพริกมีสารสำคัญอย่างแคปไซซิน ที่จะเป็นตัวช่วยกระตุ้นความอยากอาหาร ทำให้เราสามารถเพิ่มปริมาณการบริโภคอาหารที่ดีมีประโยชน์ได้มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ในพริกยังมีเบต้าแคโรทีนและวิตามินซี ที่ช่วยในการบำรุงผิวและป้องกันความชราได้เป็นอย่างดี ส่วนหอมแดงและกระเทียมที่เป็นอีกหนึ่งเคล็ดลับความอร่อย ก็ยังเต็มไปด้วยคุณประโยชน์ของการเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ทั้งยังพบสารโปแตสเซียมที่มีคุณสมบัติช่วยให้เซลล์แข็งแรง ป้องกันการติดเชื้อและลดไขมันในเส้นเลือดได้เป็นอย่างดี ส่วนกะปิที่ถือเป็นพระเอกสำคัญในน้ำพริกกะปิ ก็เต็มไปด้วยแคลเซียมที่ช่วยบำรุงกระดูกและฟัน วิตามินบี 12 ที่ช่วยสร้างเม็ดเลือด รวมถึงไอโอดีนที่ทำให้เราห่างไกลจากการเป็นโรคคอพอกได้เป็นอย่างดี ด้วยเหตุนี้จึงอาจกล่าวได้ว่า การรับประทานน้ำพริกสามารถเพิ่มการสร้างเซลล์กำจัดเชื้อโรคได้อย่างเป็นธรรมชาติ ส่งเสริมระบบการไหลเวียนโลหิตและระบบการหายใจให้ดีขึ้น ทั้งยัง ช่วยลดปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็ง โรคหัวใจ และโรคเบาหวานได้ด้วย

อย่างไรก็ตาม มีข้อควรระวังเล็กน้อยก่อนที่จะเลือกรับประทานน้ำพริกและปลาทู นั่นก็คือ อย่ารับประทานน้ำพริกที่มีรสจัด ทั้งเค็มจัด เปรี้ยวจัด หรือเผ็ดจัดมากเกินไป เพราะว่าอาหารรสจัดเหล่านี้ไม่ถือเป็นผลดีต่อระบบลำไส้หรือกระเพาะอาหารแต่อย่างใด นอกจากนี้ รสเค็มจัดที่บริโภคเกินขนาดก็จะมีผลต่อการเพิ่มความดันโลหิต ดังนั้นคนที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงก็ควรที่จะเพิ่มความระมัดระวังในเรื่องนี้ให้มากขึ้นด้วย ส่วนปลาทูที่เลือกรับประทานก็ควรเลือกแบบสดๆ เพื่อคุณค่าทางโภชนาการที่ครบถ้วน และเพิ่มความปลอดภัยจากเชื้อจุลินทรีย์า
การรับประทานอาหารที่มีคุณค่าสามารถช่วยให้คุณประหยัดค่ารักษาพยาบาลที่จะต้องใช้ในการรักษาสุขภาพไปได้มากเลยทีเดียว ดังนั้น การจะเลือกรับประทานอาหารในมื้อต่อไป ก็ต้องอย่าลืมเลือกสิ่งที่ดีที่สุดเสมอ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของร่างกาย และเพื่อประโยชน์ที่ดีต่อตัวคุณเอง