ของต้องห้ามยามท้องว่าง

ของต้องห้ามยามท้องว่าง

    วิธีการตอบสนองความหิวที่ดีที่สุด ก็คือ “การกิน” ซึ่งการกินนี้นับเป็นวิธีพื้นฐานในการดำเนินชีวิตของมนุษย์ทุกคน แต่ช้าก่อนนะคะ หากเรารับประทานอาหารใดๆก็ตามผิดจากที่ควรจะเป็นหรือไม่ถูกต้องตามเวลาที่เหมาะสม แทนที่อาหารเหล่านั้นจะทำให้เรารู้สึกอิ่มท้องหรือซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอต่างๆได้ อาจจะเกิดผลตรงกันข้ามที่ทำให้เกิดอาการป่วยหรือโรคภัยร้ายแรงขึ้นมาแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัวก็ได้

    ขณะที่เรากำลังท้องว่างเนื่องจากเว้นระยะห่างจากการรับประทานอาหารมื้อที่ผ่านมานานนั้น มีคำเตือนเล็กน้อยที่อยากจะบอกให้ท่านผู้อ่านทุกท่านได้ทราบกันว่า “มีอาหารบางชนิดที่ไม่ควรจะรับประทานในช่วงเวลาดังกล่าว” จะเป็นอะไรบ้างนั้น ตามมาดูพร้อมๆกันได้เลยค่ะ

ของต้องห้ามยามท้องว่าง

ภาพจาก : http://www.comfortablyhungry.com/?page_id=20 ของต้องห้ามยามท้องว่าง


    อาหารต้องห้ามชนิดแรก ก็คือ “นม” แม้อาหารชนิดนี้จะนับเป็นเมนูยอดนิยมสำหรับคนที่กำลังหิวหลายๆคน แต่ถ้าพิจารณากันให้ดีจริงๆแล้ว อาหารชนิดนี้ไม่เหมาะอย่างยิ่งที่จะนำมารับประทานตอนท้องว่าง เพราะนอกจากการดื่มนมในช่วงท้องว่าจะไม่ค่อยทำให้ร่างกายได้ประโยชน์มากเท่าที่ควรจะเป็นแล้ว การดื่มนมในช่วงเวลานี้ยังส่งผลให้ผู้บริโภคเกิดอาการท้องอืดเอาได้ง่ายๆด้วย ทางที่ดีที่สุดสำหรับคนที่รักในการดื่มนม ก็คือการรับประทานขณะที่ภายในกระเพาะอาหารยังมีสารอาหารจำพวกแป้งอยู่ เพราะช่วงเวลาดังกล่าวนี้ จะเหมาะสมอย่างยิ่งต่อการดูดซึมคุณประโยชน์ของน้ำนมเข้าสู่ร่างกายได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และช่วยให้ร่างกายได้รับสารอาหารดีๆจากน้ำนมได้อย่างเต็มเปี่ยมอีกด้วย

    ถัดมาที่อาหารจานต่อไป ซึ่งนั่นก็คือ “ของหวานหรืออาหารที่มีส่วนประกอบของน้ำตาลในปริมาณมาก” จริงอยู่ที่ร่างกายต้องการน้ำตาลเข้ามาทดแทนพลังงานที่สูญเสียไปในแต่ละวัน แต่หากเราได้รับอาหารจำพวกนี้เข้าไปในช่วงเวลาที่ท้องกำลังว่าง อาจมีผลให้โปรตีนเข้ารวมตัวกับน้ำตาลได้ง่าย ซึ่งส่งผลต่อการขัดขวางการดูดซึมโปรตีนทุกชนิดเข้าสู่ร่างกาย และมีผลให้ลดสมรรถภาพในการทำงานของระบบหมุนเวียนโลหิตและไตได้ ดังนั้น ถ้าอยากจะรับประทานน้ำหวาน น้ำอัดลม ลูกอม หรือช็อกโกแลตที่มีส่วนผสมของน้ำตาลจริงๆ ก็ควรหลีกเลี่ยงช่วงเวลาที่ท้องว่างนี้ไปก่อน และหันไปรับประทานในช่วงเวลาอื่นแทน จึงจะส่งที่ดีต่อร่างกายมากกว่า

    “กล้วย” เป็นผลไม้ที่รับประทานง่ายและทานได้ทุกที่ คนส่วนใหญ่จึงมักจะใช้กล้วยเป็นอาหารรองท้องเมื่อรู้สึกหิวอยู่เสมอ ซึ่งจริงอยู่ว่าองค์ประกอบภายในกล้วยจะประกอบไปด้วยคาร์โบไฮเดรตที่มีส่วนช่วยให้เรารู้สึกอิ่มท้อง แถมยังมีวิตามินและแร่ธาตุที่ดีต่อสุขภาพร่างกายอีกด้วย แต่หากเรารับประทานผิดเวลา คุณประโยชน์ที่พึงได้อาจจะหายไป และกลายเป็นโทษที่นำภัยมาสู่ตัวท่านได้ โดยหากเมื่อใดที่คุณรับประทานกล้วยตอนท้องว่าง อาจจะทำให้คุณรู้สึกท้องอืดได้ง่าย นอกจากนี้ยังมีผลให้ในเลือดมีธาตุแมกนีเซียมสูงขึ้นเกินสัดส่วนที่พอดี ซึ่งการสูญเสียสัดส่วนของแคลเซียมและแมกนีเซียมในเลือด จะก่อให้เกิดการยับยั้งการทำงานของหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งถือเป็นอันตรายต่อสุขภาพเป็นอย่างมาก

    อีกหนึ่งชนิดผลไม้ที่ไม่ควรเลยที่จะรับประทานตอนท้องว่างก็คือ “สับปะรด” เนื่องจากสับปะรดเป็นผลไม้ที่มีเอนไซม์มาก และเอนไซม์เหล่านี้จะเข้าไปกัดกระเพาะอาหารขณะที่เรายังไม่ได้รับประทานอะไรลงไป อย่างไรก็ตาม เอนไซม์ในสับปะรดนี้ก็ยังมีผลดีต่อการช่วยย่อยอาหาร ซึ่งจะได้ผลดีมากหากรับประทานสับปะรดสัก 2-3 ชิ้น ก่อนการรับประทานอาหารเล็กน้อย

    “ลูกพลับ” ก็เป็นอีกหนึ่งผลไม้ที่ควรหลีกเลี่ยงหากร่างกายยังไม่มีอาหารรองท้องมาก่อน เพราะการรับประทานผลไม้ชนิดนี้ในช่วงเวลาดังกล่าว จะเป็นตัวกระตุ้นให้กระเพาะอาหารหลั่งกรดเกลือออกมามาก ทำให้ผู้บริโภครู้สึกเจ็บหน้าอก คลื่นไส้ และเป็นแผลในกระเพาะอาหารได้ง่าย ดังนั้น ใครที่อยากจะรับประทานผลไม้ชนิดนี้จริงๆ ก็ควรรับประทานในช่วงเวลาหลังการรับประทานอาหาร จึงจะปลอดภัยและให้ผลประโยชน์แก่ตัวคุณมากกว่า

    ส่วนใครที่รักในการจิบชาเป็นอาหารว่าง พึงรู้ไว้เสมอว่าการจิบน้ำชาแก่ร้อนๆในช่วงเวลาที่ท้องว่างนั้น อาจจะทำให้กรดเกลือของน้ำย่อยในกระเพาะอาหารเจือจางลง และเป็นผลให้เกิดอาการใจสั่น เวียนศีรษะ และมือเท้าไม่มีแรงได้ ดังนั้น ใครที่ชอบดื่มชาจึงไม่ควรรับประทานแค่ชาเพียงอย่างเดียว แต่ควรรับประทานคู่กับขนมเค้กหรือขนมปัง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอาการดังที่กล่าวมาข้างต้นได้


    เครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่าง
“เหล้า” นับเป็นอาหารที่ไม่ควรอย่างยิ่งในการรับประทานตอนท้องว่าง ดังจะเห็นได้ว่า การรับประทานเหล้าจำเป็นต้องมี ‘กับแกล้ม’ คู่ไว้ตลอด ซึ่งเหตุผลหลักๆไม่ใช่เพียงแค่การเพิ่มอรรถรสในการดื่มเหล้าเพียงเท่านั้น แต่ก็เพื่อป้องกันไม่ให้กระเพาะอาหารว่างเกินไปนั่นเอง ซึ่งหากใครที่มักจะทรมานร่างกายโดยการรับประทานเหล้าเพียงอย่างเดียว ก็เตรียมตัวเป็นโรคกระเพาะอาหารอักเสบ และเป็นแผลในกระเพาะอาหารได้เลย

    แม้อาหารที่เรารับประทานจะมีประโยชน์มากแค่ไหนหรือมีมูลค่าสูงมากเพียงใดก็ตาม แต่หากเรารับประทานมันอย่างผิดวิธีหรือผิดเวลา ก็อาจจะกลับจากดีกลายเป็นร้ายได้เลยทันที แต่ถ้าเรามีความเข้าใจในธรรมชาติของอาหารนั้นๆ และรับประทานมันอย่างถูกวิธี ก็จะส่งผลให้เราได้รับประโยชน์จากสารอาหารเหล่านั้นได้อย่างเต็มที่ มีชีวิตที่แข็งแรง และไร้โรคภัยได้อย่างแน่นอน