คลอโรฟิลล์ ดีจริงหรือหลอก

Chlorophyll-is-true-or-false คลอโรฟิลล์ ดีจริงหรือหลอก

เครื่องดื่มคลอโรฟิลล์ เป็นอีกหนึ่งอาหารเสริมที่ได้รับความนิยมมากขึ้นในปัจจุบัน บ้างก็อวดอ้างสรรพคุณประโยชน์ที่ดีต่อสุขภาพต่างๆมากมาย ทั้งการมีส่วนช่วยในการขับสารพิษ ช่วยสร้างเม็ดเลือด หรือช่วยทำให้ผิวพรรณเปร่งปรั่ง แต่ใครจะทราบว่า สรรพคุณที่กล่าวอ้างมานี้มีผลต่อร่างกายมากน้อยเท่าไรกัน เรามาทำความเข้าใจไปพร้อมๆกันได้เลยคะ

Chlorophyll-is-true-or-false คลอโรฟิลล์ ดีจริงหรือหลอก

ภาพจาก : http://www.boonnumpa-sakol.co.th/

           สารคลอโรฟิลล์เป็นกลุ่มของรงควัตถุที่มีอยู่ในพืชที่มีสีเขียวตามธรรมชาติ สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือประเภทที่ละลายในน้ำ และประเภทที่ละลายในไขมัน          คลอโรฟิลล์ที่มีอยู่ตามธรรมชาตินั้นเป็นสารที่มีขนาดโมเลกุลที่ค่อนข้างใหญ่ ส่งผลให้ไม่สามารถดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ และเมื่อร่างกายไม่สามารถไม่สามารถรับสารชนิดนี้ได้ จึงส่งผลให้ไม่ได้รับประโยชน์จากการรับประทานเท่าที่ควร

            คลอโรฟิลล์ที่เรานำมาบริโภคกันนั้นจึงจำเป็นจะต้องผ่านกระบวนการผลิต โดยการสกัดและทำปฏิกริยาเคมีกับสารต่างๆ เช่น acetone, hexane, copper เป็นต้น จนเกิดเป็นสารใหม่ที่ไม่ใช่สารที่มาจากธรรมชาติโดยตรง ซึ่งก็คือ chlorophyllin ที่แปลงสภาพมาจาก chlorophyll ในปัจจุบัน จากการศึกษาข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์พบว่า ยังไม่มีการสรุปในระดับที่น่าเชื่อถือได้ว่าคลอโรฟิลล์ที่เรานำมาบริโภคในรูปของอาหารเสริมเพื่อสุขภาพนั้นเป็นสารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายจริงๆ

           บางท่านอาจสงสัยว่าแล้ว คลอโรฟิลล์ที่อยู่ในอาหารเสริมสามารถนำมาบริโภคเพื่อประโยชน์ต่อร่างกายทดแทนการกินผักสดผลไม้ได้บ้างหรือไม่ ซึ่งคำตอบก็คือ คลอโรฟิลล์ในชั้นของใบพืชที่มีประโยชน์ในการต่อต้านอนุมูลอิสระได้นั้นจะมีประสิทธิภาพเมื่ออยู่ในสภาพไม่ละลายในน้ำเท่านั้น ดังนั้นเมื่อนำคลอโรฟิลล์มาบรรจุในซองแล้วมาละลายน้ำดื่ม จึงไม่ค่อยมีประโยชน์มากเท่าที่ควร

           ผู้ผลิตบางรายมีการกล่าวอ้างว่าการดื่มเครื่องดื่มผสมคลอโรฟิลล์มีส่วนช่วยในการลดกลิ่นปากและทำให้ลมหายใจหอมสดชื่นได้ แต่ในความจริงกลับพบว่าสินค้าที่วางขายอยู่โดยทั่วไปนั้นมีปริมาณค่าความเข้มข้นของคลอโรฟิลล์ไม่มากพอที่จะช่วยดับกลิ่นปากได้ ผู้ผลิตหลายรายจึงเลือกใช้วิธีการแต่งสีเพื่อเพิ่มความน่ารับประทานให้แก่ผลิตภัณฑ์เท่านั้น แต่ไม่ค่อยจะพบประโยชน์มากเท่าใด

           ส่วนประโยชน์ในด้านการยับยั้งเชื้อแบคทีเรียได้นั้น คลอโรฟิลล์สามารถทำได้จริงแต่ประสิทธิภาพในการยับยั้งเชื้อน้อยมากๆเมื่อเปรียบเทียบกับยาฆ่าเชื้อชนิดอื่นๆ คลอโรฟิลล์ทำได้เพียงยับยั้งเชื้อได้บางชนิด แต่อาจส่งผลให้เชื้อชนิดอื่นๆเติบโตขึ้นมาแทนที่ได้ ดังนั้น การดื่มน้ำคลอโรฟิลล์เพื่อหวังที่จะให้ไปออกฤทธิ์ฆ่าเชื้อเพื่อรักษาบาดแผลให้หายได้เร็วได้ยิ่งขึ้นจึงอาจไม่เป็นผลมากนัก และพบว่ายังไม่มีรายงานการวิจัยใดที่สนับสนุนสรรพคุณของคลอโรฟิลล์ในด้านนี้ การรักษาความสะอาดของบาดแผลด้วยวิธีการที่ถูกต้องและระวังมิให้เกิดการติดเชื้อซ้ำซ้อน พร้อมกับการรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ น่าจะเป็นวิธีการที่เหมาะสมในการช่วยเสริมภูมิต้านทานให้แก่ร่างกาย และทำให้บาดแผลต่างๆหายได้รวดเร็วยิ่งขึ้นมากกว่า

           คำกล่าวที่ว่า ?คลอโรฟิลล์คือเลือดของพืช หากเรารับประทานสารนี้เข้าไปในร่างกาย จะช่วยทำให้ร่างกายผลิตเม็ดเลือดแดงได้? คำกล่าวนี้ไม่เป็นจริงแต่อย่างใด เนื่องจากโครงสร้างของคลอโรฟิลล์มีองค์ประกอบของโครงสร้างที่แตกต่างจากเม็ดเลือดแดงของมนุษย์อย่างสิ้นเชิง อีกทั้งหน้าที่ก็แตกต่างด้วยเช่นกัน เนื่องจากเม็ดเลือดแดงมีหน้าที่ในการช่วยขนส่งออกซิเจนและสารอาหารไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกาย แต่ในขณะที่คลอโรฟิลล์ทำหน้าที่เพียงแค่การสังเคราะห์แสงของพืชเท่านั้น

           ในด้านของการเป็นตัวช่วยในการขับสารพิษออกจากร่างกายกลับพบว่า คลอโรฟิลล์เองไม่ได้มีลักษณะเป็นเส้นใยตามธรรมชาติ ที่จะทำหน้าที่เพิ่มปริมาณอุจจาระและช่วยดูดซับเอาสารพิษออกจากร่างกายในรูปของของเสีย ดังนั้นคุณสมบัติในด้านนี้จึงไม่ได้มากเท่ากับการรับประทานพืชผักผลไม้ที่มีกากใย
           สำหรับสรรพคุณในด้านการทำให้ผิวพรรณเปร่งปรั่งก็เช่นกัน จากการศึกษาการวิจัยต่างๆ ยังไม่พบรายงานที่เชื่อถือได้ว่า สารชนิดนี้จะช่วยล้างพิษในร่างกายและทำให้หน้าใสเปร่งปรั่งแต่อย่างใด

           สำหรับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นได้ต่อร่างกายจะเป็นในกรณีที่มีการรับประทานสารคลอโรฟิลล์ในปริมาณที่มากเกินไป ซึ่งจะส่งผลให้สีของปัสสาวะหรืออุจจาระเปลี่ยนเป็นสีเขียว หรืออาจจะทำให้เกิดอาการท้องเสียได้

           โดยทั่วไปแล้ว เราสามารถได้รับสารคลอโรฟิลล์ได้จากพืชทั่วๆไป การรับประทานผักผลไม้ที่มีสีเขียวจะช่วยให้ร่างกายของเราได้รับคลอโรฟิลล์ไปด้วย โดยสารคลอโรฟิลล์ที่อยู่ในรูปธรรมชาตินี้จะอยู่ในรูปคลอโรฟิลล์ที่ละลายในน้ำมัน ตัวอย่างเช่น ในผักชีฝรั่ง 1 ถ้วย มีคลอโรฟิลล์สูงถึง 38 มิลลิกรัม ผักขม 1 ถ้วย มีคลอโรฟิลล์ 23.7 มิลลิกรัม ดังนั้น หากเรารับประทานผักผลไม้สดเป็นประจำ ร่างกายก็ไม่จำเป็นจะต้องได้รับคลอโรฟิลล์เพิ่มเติมแต่อย่างใด

           น้ำคลอโรฟิลล์ที่โฆษณากันอยู่มากมายในปัจจุบันล้วนมีสรรพคุณกล่าวอ้างต่างๆที่เราทุกคนควรใช้วิจารณญาณที่ดีในการตัดสินใจก่อนซื้อรับประทานเพื่อไม่ให้เกิดอาการโดนหลอกกันได้ง่ายๆ นอกจากนี้ ก่อนการเลือกรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารคลอโรฟิลล์ แนะนำให้คุณลองสังเกตฉลากและอ่านคำเตือนข้างกล่องให้เข้าใจอย่างละเอียดถี่ถ้วนก่อนการรับประทาน และควรสำรวจความต้องการของตัวคุณเองว่าต้องการเสริมสารอาหารในด้านไหนกันแน่ แล้วพฤติกรรมการบริโภคในปัจจุบันนั้นเพียงพอต่อความต้องการของร่างกายแล้วหรือยัง เพราะหากคุณเป็นคนหนึ่งที่รับประทานพืชผักผลไม้อยู่เป็นประจำอยู่แล้ว การบริโภคอาหารเสริมคลอโรฟิลล์ก็คงเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นและเกินความต้องการของร่างกาย