คิดให้ดีก่อนที่จะทา ‘โรลออน’

คิดให้ดีก่อนที่จะทา ‘โรลออน’

    “จะใส่ชุดอะไรไม่เคยมีปัญหา แต่ขออย่างเดียว ‘ห้ามแขนกุด’ ก็พอ” หลายคนอาจจะต้องประสบพบเจอกับเหตุการณ์เช่นนี้ เนื่องมาจากเกิดความไม่มั่นใจในวงแขนของตนเอง ด้วยเหตุนี้เอง จึงทำให้คนจำนวนมากหันไปพึ่งพา “โรลออน” เพื่อปรับปรุงสภาพของผิวหนังใต้วงแขนกันยกใหญ่ ว่าแต่ว่า วิธีที่คุณใช้กันอยู่ทุกวันนี้มันถูกต้องแล้วหรือ? แล้วมันมีอันตรายอะไรต่อร่างกายบ้างหรือไม่? มาหาคำตอบกันได้เลยค่ะ

คิดให้ดีก่อนที่จะทา ‘โรลออน’

ภาพจาก : http://maryrust.com/category/naturally-beautiful/ คิดให้ดีก่อนที่จะทา ‘โรลออน’

เมื่อวงแขนที่เคยราบเรียบกลับเริ่มเปลี่ยนไปเมื่อเราเติบโตมากขึ้น เนื่องมาจากร่างกายจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนหรือสารบางอย่างภายในร่างกาย เพื่อให้พร้อมต่อการใช้ชีวิตที่มากขึ้น การที่เราเติบโตเป็นหนุ่มเป็นสาวนั้น ส่งผลให้รูขุมขนบริเวณใต้วงแขนขยายตัว และทำให้เกิดขนรักแร้โผล่ขึ้นมาเพื่อป้องกันการเสียดสีใต้วงแขน อีกทั้ง หากคุณเป็นคนที่มีเหงื่อไหลมากๆด้วยนั้น ก็คงหนีไม่พ้นการมีกลิ่นอันไม่พึงประสงค์ตามมาด้วยแน่

ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลจากการถอนขนรักแร้จนทำให้ผิวหนังกลายเป็นตุ่มๆดูไม่เรียบเนียน หรือการเกิดกลิ่นกายจากการเสียเหงื่อระหว่างวัน จึงทำให้คนส่วนใหญ่นั้นหันหาใช้ ‘โรลออน’ เพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านี้ให้ลดน้อยลง แต่ข้อมูลจากงานวิจัยกลับทำให้เราต้องรู้สึกตื่นตกใจ เพราะ นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการทดลองออกมาแล้วพบว่า การใช้โรลออนใต้วงแขนนั้นมีความ ‘เสี่ยง’ บางประการต่อร่างกายของเรา
นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้ทำการวิจัยและตรวจพบว่า การใช้โรลออนมากๆ จะทำให้เกิดสารตกค้างใต้วงแขน ซึ่งมีส่วนไม่มากก็น้อยต่อการเป็นสาเหตุของการเกิด ‘มะเร็งเต้านม’ ในผู้หญิงหรือในผู้ชายบางราย
สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะผลิตภัณฑ์ระงับเหงื่อและกลิ่นกายเหล่านี้ มักจะมีส่วนประกอบของสารอะลูมิเนียมคลอไฮเดรต ซึ่งมีความเข้มข้นสูงถึง 30-50% สารตัวนี้มีผลอย่างมากในการไปอุดรูขุมขนเพื่อป้องกันไม่ให้เหงื่อไหลออกมา เมื่อใช้ไปเรื่อยๆจึงเป็นผลให้เกิดเป็นรอยด่างดำที่ใต้วงแขนเนื่องมาจากการสะสมของสารอะลูมิเนียมตัวนี้นั่นเอง

ส่วนโรลออนที่เป็นแบบไวท์เทนนิ่ง (whitening) หรือช่วยให้ผิวใต้วงแขนดูกระจ่างใสขึ้น ก็พบว่ามีสารตัวนี้เป็นองค์ประกอบอยู่ด้วยเช่นกัน แต่จะมีสารตัวอื่นๆผสมเข้ามาเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดรอยด่างดำที่เป็นผลมาจากสารอะลูมิเนียมคลอไฮเดรตที่กล่าวมาข้างต้น

การที่เราทาโรลออนเพื่อระงับกลิ่นกายหรือเพิ่มความขาวเนียนให้แก่วงแขนของเราในทุกวันนั้น จึงถือเป็นอันตรายที่ใกล้ตัวเราอย่างมาก เพราะ บริเวณใต้วงแขนจะมีท่อและต่อมต่างๆจำนวนมากที่เชื่อมต่ออยู่กับเต้านม การทาโรลออนจะทำให้เกิดสารตกค้างที่สามารถไปจับกับดีเอ็นเอของเซลล์ที่เต้านม จนอาจกลายเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เป็นเป็นโรคมะเร็งได้ นอกจากนี้ การที่เราพยายามระงับไม่ให้มีเหงื่อ ซึ่งเป็นกลวิธีหนึ่งของร่างกาย​ใน​การระบาย​ความ​ร้อน​และ​ของเสียออก​จาก​ร่างกาย​ ​ส่งผลให้ร่างกายไม่สามารถขับเอา​​ความ​ร้อน​และ​ของเสียออกมาได้ตามปกติ ของเสียที่ร่างกายสร้างขึ้นจึงเกิดการคั่งค้าง​อยู่​บริ​เวณ​ใต้​ผิวหนัง ​และ​หากสะสมนานๆ​เข้า​ก็อาจจะเป็นอีกหนึ่งเหตุผลในการเกิดเป็น ‘มะ​เร็ง’​ ได้นั่นเอง

    อย่างไรก็ดี แม้ว่าข้อเท็จจริงนี้จะยังไม่ถูกยืนยันว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดมะเร็งอย่างแน่นอน แต่การป้องกันไว้ก่อนก็น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า ทางที่ดีที่สุด จึงเป็นการพยายามใช้โรลออนให้น้อยลง และหันมาดูแลความสะอาดของร่างกาย รวมไปถึงการเลือกรับประทานอาหารให้เหมาะสมมากขึ้น เพียงเท่านี้ก็จะช่วยให้คุณมีกลิ่นตัวที่ลดน้อยลง และไม่จำเป็นต้องพึ่งโรลออนให้มากเท่าเดิมแล้วค่ะ

คิดให้ดีก่อนที่จะทา ‘โรลออน’

ภาพจาก : http://groupasave.com/miri/deal/up-to-56–hair-removal-for-hand-leg-and-armpit-area-at-secci-beauty-from-rm88-only คิดให้ดีก่อนที่จะทา ‘โรลออน’

    หรือถ้าใครที่มีปัญหาเรื่องกลิ่นตัวแบบรุนแรงสุดๆแล้วละก็ ลองหันมาใช้สารส้มที่เป็นของธรรมชาติดูสิค่ะ แต่ก็ขอแนะนำว่าสารส้มที่นำมาใช้เพื่อดับกลิ่นกายจะต้องเป็นสีธรรมชาติที่ไม่ได้มีการแต่งเติมสี โดยอาจจะมีสีขาวใสหรือขาวขุ่น การเลือกใช้สารส้มสีธรรมชาติย่อมได้ผลดีที่สุด เพราะไม่มีการผสมสีหรือสารเคมีใดๆ ที่อาจมีผลทำให้เกิดอาการแพ้ได้ นอกจากนี้ควรเลือกสารส้มที่สะตุแล้วเท่านั้น เพราะ สารส้มสะตุ ก็คือ สารส้มที่ผ่านขั้นตอนการคัดแยกสิ่งสกปรก เช่น เศษฝุ่น เศษดิน โลหะหนักออกไปแล้ว และทำให้มีความบริสุทธิ์ที่เพิ่มมากขึ้นนั่นเอง
หรือถ้าหากรู้ตัวว่าคุณนั้นเป็นคนที่ขี้ร้อนหรือมีเหงื่อมาก ก็ควรเลือกสวมเสื้อผ้าที่โปร่งสบายเพื่อให้ง่ายต่อการระบายเหงื่อ จะได้ไม่เกิดเป็นกลิ่นกายสะสมตลอดวัน นอกจากนี้ ก็ต้องหมั่นดูแลรักษาความสะอาดใต้วงแขนและทั่วเรือนร่างของเราให้ดี รวมถึงการหลีกเลี่ยงอาหารที่มีกลิ่นฉุน ก็จะเป็นแนวทางที่จะช่วยให้คุณมีกลิ่นตัวที่น้อยลงได้บ้างแล้ว แต่ถ้าใครยังไม่สามารถแก้ไขปัญหากลิ่นตัวได้จริงๆแม้ว่าจะพยายามปฏิบัติตามที่กล่าวมาข้างต้นนี้ทุกข้อแล้ว ก็คงต้องลองไปพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่ทำให้เกิดกลิ่นตัวดูอย่างละเอียดถี่ถ้วน จะได้สามารถแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุด และกลับมามีกลิ่นตัวที่เป็นปกติดังเดิมอีกครั้ง