ช็อกโกแลต..กินอย่างไรให้ไม่ fat !!!

ช็อกโกแลต..กินอย่างไรให้ไม่ fat
ช็อกโกแลต..กินอย่างไรให้ไม่ fat

ภาพจาก : http://blog.bonehealthnow.com/2014/07/chocolate-bone-health/
ช็อกโกแลต..กินอย่างไรให้ไม่ fat

ช็อกโกแลต หนึ่งในของหวานที่เป็นที่ชื่นชอบของคนทุกเพศทุกวัย เพราะด้วยความหวาน หอม อร่อยและรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์แล้ว จึงไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่าช็อกโกแลตกลายเป็นหนึ่งในของหวานที่ใครๆก็ติดใจ และนิยมรับประทานกันอย่างแพร่หลาย

บางคนอาจมีความเชื่อว่า การจะรับประทานช็อกโกแลตให้อร่อยเต็มที่และมีความสุข อาจจะต้องแลกมากับอะไรบางอย่างที่ขาดหายไป เช่น การเกิดสิว โรคอ้วน หรือ ฟันผุ เป็นต้น ซึ่งสิ่งต่างๆเหล่านี้จะค่อยบั่นทอนอรรถรสในการรับประทานให้น้อยลง และส่งผลให้จำเป็นจะต้องควบคุมปริมาณการรับประทานให้เหมาะสมเพื่อไม่ให้เกิดผลเสียต่อร่างกายที่ไม่มีใครต้องการ

อย่างไรก็ดี ผลเสียจากการรับประทานช็อกโกแลต ที่หลายคนเข้าใจอาจยังไม่ถูกต้องมากนัก ยกตัวอย่าง ในด้านการเกิดสิวที่หนุ่มสาววัยรุ่นมักเป็นกังวลกันมาก ว่าหากรับประทานช็อกโกแลตในปริมาณมากจะทำให้หน้าเห่อไปด้วยเม็ดสิว ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ช็อกโกแลตไม่ใช่ตัวการสำคัญในการเกิดสิวและไม่ได้ทำให้สิวที่เป็นอยู่แล้วเลวร้ายลงแต่อย่างใด เพราะสิวที่เกิดขึ้นมีสาเหตุมาจากการที่ต่อมไขมันในผิวหนังผลิตน้ำมันออกมามากเกินไป จนทำให้สิวปรากฎกายขึ้นที่บริเวณใบหน้าหรือตามผิวหนัง ดังนั้น จึงสบายใจได้เลยว่า แม้จะมีสิวหรือไม่มีสิว ก็ยังสามารถทานช็อกโกแลตได้เหมือนเดิมอย่างแน่นอน

ส่วนปัญหาในด้านของการเกิดฟันผุก็เป็นหนึ่งปัญหาที่สามารถเกิดขึ้นได้ ไม่เพียงแต่การรับประทานช็อกโกแลตเพียงเท่านั้น การรับประทานอาหารอื่นๆที่จัดอยู่ในประเภทคาร์โบไฮเดรต น้ำตาล หรือแป้ง ก็ล้วนเป็นสาเหตุให้เกิดอาการฟันผุได้ทั้งสิ้น แต่อย่างไรก็ตาม ปัญหาด้านนี้สามารถป้องกันได้ โดยการรักษาสุขภาพปากและฟันให้สะอาด บ้วนปากหรือแปรงฟันหลังจากการรับประทานอาหารทุกครั้ง รวมไปถึงการหมั่นพบทันตแพทย์ทุกๆ 6 เดือน เพียงเท่านี้ก็ไม่ต้องเป็นกังวลกับปัญหาฟันผุอีกต่อไป

ปัญหาด้านความอ้วนเป็นอีกหนึ่งปัญหาระดับชาติที่หลายๆคนให้ความสำคัญ แน่นอนว่าช็อกโกแลตที่มีส่วนประกอบของน้ำตาล นม หรือ เนย เมื่อรับประทานบ่อยๆ ก็ย่อมส่งผลให้น้ำหนักขึ้นเป็นธรรมดา เพราะสารอาหารเหล่านี้ที่เรารับประทานเข้าไปอาจมีปริมาณเกินกว่าความต้องการของร่างกาย หากไม่ถูกนำไปใช้ก็มักจะถูกสะสมจนกลายเป็นชั้นไขมันใต้ผิวหนัง และนำพาโรคอ้วนเข้ามาใกล้ตัวคุณได้ อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่าช็อกโกแลตทุกแท่งจะทานแล้วอ้วนเสมอไป ลองเลือกรับประทานช็อกโกแลตจากส่วนประกอบข้างฉลาก ซึ่งจะเป็นการเพิ่มตัวเลือกในการรับประทานที่มากขึ้น ไม่ใช่ดูแต่เพียงลักษณะภายนอกหรือชื่อแบรนด์สินค้าเพียงอย่างเดียว โดยหากเป็นช็อกโกแลตแบบไม่มีน้ำตาลหรือมีน้ำตาลต่ำ คาเฟอีนในช็อกโกแลตจะช่วยกระตุ้นระบบการเผาผลาญพลังงานภายในร่างกายได้ อีกทั้ง การรับประทานช็อคโกแลตแบบที่มีน้ำตาลต่ำ ๆ ประมาณชิ้นหรือสองชิ้นต่อวัน จะช่วยให้ความอยากรับประทานของหวานลดน้อยลงด้วย นอกจากนี้การออกกำลังกายเพื่อเพิ่มการเผาผลาญพลังงานก็มีส่วนสำคัญอย่างมาก หากยังไม่อยากอ้วนลงพุง

ช็อกโกแลต..กินอย่างไรให้ไม่ fat

ภาพจาก : http://www.thestoryofchocolate.com/savor/index.cfm?ItemNumber=3267&navItemNumber=3242
ช็อกโกแลต..กินอย่างไรให้ไม่ fat

จากที่กล่าวมาข้างต้น อาจยังไม่เห็นว่าการรับประทานช็อกโกแลตจะมีผลดีมากสักเท่าไรหากไม่พูดถึงเฉพาะในเรื่องความอร่อย แต่ทราบหรือไม่คะว่า การรับประทานช็อกโกแลตประเภทดาร์ก (Dark chocolate) มีอะไรบางอย่างที่แอบซ่อนอยู่ เพราะนอกจากความอร่อยเข้มเต็มลิ้นแล้ว ยังมีส่วนช่วยในด้านสุขภาพอีกด้วย

จากงานวิจัยเปรียบเทียบการรับประทานดาร์กช็อกโกแลตและไวท์ช็อกโกแลต โดยทดสอบกับอาสาสมัครที่มีสุขภาพดี ชาย 7 คน หญิง 8 คน เป็นเวลา 15 วัน ผลทดสอบพบว่า กลุ่มที่ทานดาร์กช็อกโกแลตทุกคนมีความดันโลหิตลดลง และมีความไวต่ออินซูลินซึ่งส่งผลต่อเผาผลาญน้ำตาลที่ดีขึ้น

เหตุที่เป็นเช่นนี้ เนื่องมาจากดาร์กช็อกโกแลตมีระดับของสารฟลาโวนอยด์ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระในปริมาณมาก ซึ่งสารชนิดนี้เป็นสารที่ช่วยให้ระบบหมุนเวียนโลหิตทำงานได้ดียิ่งขึ้น และยังมีความสามารถในการช่วยลดอาการอุดตันของหลอดเลือดได้อีกด้วย โดยงานวิจัยได้แนะนำว่า หากต้องการรับประทานดาร์กช็อกโกแลตให้ได้ประโยชน์ควรรับประทานให้ได้เทียบเคียงกับระดับพลังงานที่เราได้รับในแต่ละวัน

มากไปกว่านั้น เนื่องมาจากดาร์กช็อกโกแลตมีส่วนประกอบของสารต้านอนุมูลอิสระอยู่สูง การรับประทานในปริมาณที่เหมาะสมจึงอาจช่วยป้องกันโรคมะเร็งทั้งมะเร็งรังไข่หรือมะเร็งผิวหนัง และยังช่วยลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อและอาการข้อต่ออักเสบได้อีกด้วย
หากต้องการเลือกช็อกโกแลตที่ดีต่อสุขภาพ แนะนำให้เลือกช็อกโกแลตที่ผลิตจากประเทศในแถบยุโรป และควรเป็นช็อกโกแลตที่มีส่วนผสมของโกโก้มากกว่า 70% ขึ้นไป เนื่องจากจะได้ช็อกโกแลตที่อุดมไปด้วยสารฟลาโวนอยด์ที่มีส่วนช่วยในด้านสุขภาพได้มาก อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นช็อกโกแลตที่ดีเยี่ยมมากแค่ไหน แต่หากรับประทานมากจนเกินไปก็คงไม่เหมาะสมเช่นกัน

การรับรู้ประโยชน์และโทษของอาหาร จะทำให้เรามีทางเลือกในการบริโภคอาหารได้มากยิ่งขึ้น ไม่บริโภคแบบซ้ำซากจำเจ หรือหลงเชื่อตามคำโฆษณาของสื่อต่างๆแบบไร้การไตร่ตรอง ตามธรรมธาติของอาหารใดๆก็ตามบนโลกนี้ คงจะไม่มีอะไรที่ดีไปเสียทุกอย่างหรือไม่มีอะไรที่แย่ไปเสียทุกอย่างเช่นกัน ดังนั้น การชั่งน้ำหนักความคิดและตัดสินใจเลือกสิ่งที่ชอบภายใต้ประโยชน์หรือคุณค่าทางโภชนาการที่เหมาะสมจะทำให้คุณได้รับสิ่งที่ดีที่สุดตามที่คาดหวังเอาไว้