ดื่มน้ำ..เรื่องใกล้ตัวที่ไม่ควรมองข้าม

ดื่มน้ำ..เรื่องใกล้ตัวที่ไม่ควรมองข้าม

เคยได้ยินประโยคที่บอกว่า “ถ้าปราศจากน้ำก็ปราศจากสิ่งมีชีวิต” หรือไม่ค่ะ

คนเราอาจจะสามารถอดอาหารได้หลายสัปดาห์ แต่ทว่าหากอดน้ำเพียงไม่กี่วันอาจจะถึงแก่ชีวิตได้เลย ซึ่งเชื่อว่าในชีวิตประจำวัน คนเรามักจะดื่มของเหลวที่เรียกว่า “น้ำ” กันเป็นประจำอยู่แล้ว เหตุผลส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะว่าน้ำสามารถดับกระหายคลายร้อน และเป็นส่วนที่จำเป็นสำหรับการดำเนินชีวิต แต่ทำไมกว่า 90% ของคนทั่วไปมักจะมองข้ามและไม่ใส่ใจกับการดื่มน้ำ นั่นก็คงเป็นเพราะยุคสมัยนี้ผู้คนส่วนใหญ่มักจะนิยมและให้ความสนใจกับการดื่มน้ำอีกประเภทหนึ่งซึ่งเรียกว่า “น้ำอัดลม ชาเขียว หรือ น้ำหวาน” แทนน้ำเปล่ากัน

ดื่มน้ำ..เรื่องใกล้ตัวที่ไม่ควรมองข้าม

ภาพจาก : http://น้ำดื่มคีออพ.blogspot.com/2013/08/cheops.html ดื่มน้ำ..เรื่องใกล้ตัวที่ไม่ควรมองข้าม

แต่คุณทราบหรือไม่ค่ะว่า การที่เราดื่มน้ำหวานกันมากๆ อาจมีความเสี่ยงต่อโรคภัยไข้เจ็บต่างๆได้ ซึ่งน้ำหวานเหล่านั้นมีประโยชน์ต่อร่างกายของคนเราเพียงน้อยนิด แถมยังทำให้อ้วนโดยไม่รู้ตัวได้อีก ดังนั้นการดื่มน้ำเปล่าจึงเป็นสิ่งที่ดีที่สุดและยังมีประโยชน์โดยตรงต่อสุขภาพร่างกายด้วย

หรือถ้าไม่เชื่อ..ลองมาดูกันซิค่ะว่า ทำไม

คนเราถึงจะต้อง “ดื่มน้ำเปล่า”

ในร่างกายมนุษย์มีน้ำเป็นองค์ประกอบถึงร้อยละ 70 หากพิจารณาลงไปที่เลือดจะพบว่ามีน้ำเป็นองค์ประกอบถึงร้อยละ 92 ในสมองมีน้ำเป็นองค์ประกอบร้อยละ 85 ส่วนในแต่ละเซลล์ก็มีน้ำเป็นองค์ประกอบถึงร้อยละ 60 ดังนั้นแล้วน้ำถือได้ว่าเป็นส่วนประกอบสำคัญและจำเป็นต่อสิ่งมีชีวิตทุกชนิด

หน้าที่และความสำคัญของน้ำต่อร่างกายหลักๆจะเป็นตัวกลางในการเกิดปฏิกิริยาเคมีทุกชนิด ร่างกายจำเป็นต้องอาศัยน้ำในกระบวนการเมตาบอลิซึมและปฏิกิริยาเคมี ทั้งกระบวนการย่อย กระบวนการดูดซึม และกระบวนการขับถ่ายของเสีย โดยน้ำจะทำหน้าที่ขนส่งอาหารและออกซิเจนให้แก่เซลล์ อีกทั้งนำของเสียและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากเซลล์มาขับถ่ายออกจากร่างกาย ซึ่งเซลล์จะไม่สามารถทำงานได้หากไม่มีน้ำ ทั้งยังช่วยในการขับสารพิษและสารเคมีในร่างกายออกในรูปปัสสาวะและอุจจาระ ไม่เพียงเท่านี้ น้ำยังมีส่วนช่วยควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย และช่วยรักษาระดับความเป็นกรดด่างของเลือดรวมทั้งของเหลวต่างๆ ในร่างกาย นอกจากนั้นยังช่วยระบายความร้อนออกมาในรูปของเหงื่อ ซึ่งเป็นกลไกลดอุณหภูมิของร่างกายที่มีประสิทธิภาพ

จากการวิจัย พบว่าการดื่มน้ำเปล่าสามารถลดอาการเจ็บปวดเรื้อรังได้ เช่น
โรคปวดข้อต่างๆ โรคปวดหลัง โรคไมเกรน และโรคลำไส้อักเสบ
รวมไปถึงการลดคลอเรสเตอรอลและความดันโลหิต
การดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอจึงเป็นวิธีที่ถูกต้องที่สุดหากต้องการมีร่างกายที่แข็งแรง

ดื่มน้ำ..เรื่องใกล้ตัวที่ไม่ควรมองข้าม

ภาพจาก : http://www.gigail.com/?p=3008 ดื่มน้ำ..เรื่องใกล้ตัวที่ไม่ควรมองข้าม

แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่า ดื่มน้ำ..แค่ไหนถึงจะพอ ?

น้ำที่อยู่ในร่างกายส่วนใหญ่มาจากน้ำที่เราดื่มและอาหารที่เรารับประทานเข้าไป ซึ่งน้ำส่วนนี้จะเกิดกระบวนการเมตาบอลิซึมภายในร่างกายอยู่ตลอดเวลา ทุกๆวันเราจะสูญเสียน้ำออกจากร่างกายได้หลายทาง ทั้งการสูญเสียจากการขับถ่ายปัสสาวะ อุจจาระ เหงื่อ หรือแม้แต่การหายใจ ด้วยเหตุนี้เอง จึงต้องมีการทดแทนน้ำในร่างกายที่สูญเสียไป แต่คนส่วนใหญ่มักจะดื่มน้ำไม่เพียงพอต่อความต้องการ โดยมักพบว่าจะดื่มน้ำก็ต่อเมื่อรู้สึกกระหายเท่านั้น

เมื่อรู้สึกกระหายน้ำ นั่นหมายความว่า ร่างกายเกิด “ภาวะขาดน้ำ” เข้าเสียแล้ว ซึ่งภาวะนี้อาจส่งผลให้เกิดผลเสียโดยตรงแก่ร่างกาย สาเหตุที่เป็นเช่นนี้เนื่องมาจาก ไตจำเป็นต้องทำงานหนักเพื่อกรองของเสียออกจากร่างกาย ส่งผลให้ปริมาณน้ำปัสสาวะในกระเพาะปัสสาวะมีน้อย ร่างกายเราก็จะรู้สึกปวดปัสสาวะน้อยกว่าปกติ และนำไปสู่การหมักหมมของเชื้อโรคจนกลายเป็นโรคติดต่อมทางทางเดินปัสสาวะ

หลากหลายอาการที่แสดงว่า คุณกำลังตกอยู่ในภาวะขาดน้ำ เช่น รู้สึกกระหายน้ำ ปัสสาวะน้อยลงและมีสีเข้มขึ้น เกิดอาการท้องผูก เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย ปวดหัว เวียนหัว หน้ามืดตาลาย เป็นตะคริว อุณหภูมิในร่างกายสูง และความดันเลือดสูง แต่อาการเหล่านี้จะหายไปเองเมื่อร่างกายได้รับน้ำกลับมาอีกครั้งหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ไม่ควรจะปล่อยให้อาการแบบนี้เกิดขึ้นบ่อยๆ เพราะอาจจะทำให้เกิดผลเสียต่อร่างกายได้ การดื่มน้ำอย่างเพียงพอจะช่วยให้ร่างกายเกิดความสมดุล สามารถขับถ่ายปัสสาวะได้ง่าย ลดโอกาสการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ ไม่เสี่ยงต่อการเป็นโรคนิ่ว รวมถึงช่วยลดการเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งกระเพาะปัสสาวะได้อีกด้วย

เคล็ดลับง่ายๆที่ทำให้สามารถดื่มน้ำได้อย่างน้อย 6-8 แก้วต่อวัน อาจทำได้โดยการบังคับให้ตัวเองดื่มน้ำทันทีเมื่อตกอยู่ในสภาวะต่างๆ เช่น หลังจากตื่นนอน ก่อนอาหาร ก่อนและหลังการการออกกำลังกาย เมื่อรู้สึกปวดหัว เมื่อปัสสาวะเริ่มมีสีเข้ม หรืออาจทำโดยการค่อยๆจิบน้ำบ่อยๆตลอดวัน และก็ไม่ควรที่จะฝืนดื่มน้ำในปริมาณมากๆ เพราะจะทำให้ไตขับถ่ายน้ำออกไม่ทัน จึงมีโอกาสเสี่ยงต่อภาวะไตเสื่อมสมรรถภาพ และน้ำที่ดื่มเข้าไปมากๆก็จะค้างอยู่ในร่างกาย จนเกิด “ภาวะเกินน้ำ” ซึ่งก็ถือว่าเป็นอันตรายต่อร่างกายได้อีกเช่นกัน

หวังว่าทุกคนคงจะให้ความสำคัญกับการดื่มน้ำมากขึ้น และฝึกดื่มน้ำให้เกิดความเคยชินแม้ว่าบางครั้งจะไม่รู้สึกกระหายน้ำก็ตาม สำหรับใครที่คิดอยากจะดูแลสุขภาพของตัวเอง ควรเริ่มต้นจากการหันมาดื่มน้ำให้เพียงพอ รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ และออกกำลังกายเป็นประจำ เพียงเท่านี้รับรองได้เลยว่าสุขภาพร่างกายของคุณจะสมบูรณ์แข็งแรงอย่างแน่นอน