ตาดีได้ ตาร้ายเสีย

เมื่อดวงตาเปรียบได้กับอวัยวะที่มีค่าสำหรับทุกคน การรักษาดวงตาจึงเป็นสิ่งที่ต้องเอาใจใส่ให้มากเป็นพิเศษ เพราะหากวันใดที่คุณสูญเสียอวัยวะสำคัญนี้ไป การจะเรียกร้องให้กลับมามองเห็นอีกครั้งคงไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

เมื่อวันเวลาผ่านไป อายุที่มากขึ้นย่อมสวนทางกับคุณภาพในการมองเห็นที่ลดต่ำลง บางคนก็มีอาการสายตาสั้น หรือบางคนก็อาจสายตายาว ซึ่งหากเป็นปัญหาเช่นนี้ การแก้ไขสามารถทำได้ไม่ยากเท่าไร เพราะในปัจจุบันมีเทคโนโลยีตั้งมากมายที่จะช่วยปรับความชัดเจนในด้านการมองเห็น ซึ่งสามารถเลือกได้ทั้งการใส่แว่นสายตา คอนแทกเลนส์ หรือแม้กระทั่งการทำเลสิก

ตาดีได้ ตาร้ายเสีย
ตาดีได้ ตาร้ายเสีย ภาพจาก : http://eofdreams.com/eye.html

 

แต่หากเป็นปัญหาร้ายแรงอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิตที่ประมาท หรือจากการโดนทำร้ายจากสิ่งแวดล้อมภายนอก จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องรีบได้รับการรักษา ซึ่งโรคที่มีความรุนแรง ค่อนข้างน่ากลัว และอาจส่งผลถึงขั้นตาบอดได้ มีอยู่หลายโรค ดังต่อไปนี้

ตาดีได้ ตาร้ายเสีย
ภาพจาก : http://healthmeup.com/news-healthy-living/world-sight-day-ways-to-protect-your-transplanted-eye/24885 ตาดีได้ ตาร้ายเสีย

ต้อกระจกเป็นโรคที่มีปัจจัยเสริมมาจากวัยหรืออายุที่มากขึ้น ดังนั้นคนสูงอายุส่วนใหญ่จึงมักพบกับปัญหาเหล่านี้ได้มาก ลักษณะอาการของโรคมักจะพบความขุ่นมัวบริเวณเลนส์แก้วตา โดยในระยะแรกๆอาจยังไม่แสดงอาการที่รบกวนต่อการมองเห็นมากเท่าไรนัก แต่เมื่อผ่านสักช่วงระยะเวลาหนึ่งจนต้อกระจกลุกลามมากขึ้น จะส่งผลให้การมองเห็นแย่ลง มองเห็นในลักษณะขุ่นมัวเป็นฝ้า ความสามารถในการมองเห็นในที่สลัวหรือที่มืดลดต่ำลง อาจมองเห็นเป็นแสงกระจายจากดวงไฟในที่มืด และยังอาจทำให้มองเห็นสีผิดปกติไปจากความเป็นจริงได้อีกด้วย นอกจากนี้อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนจนทำให้ตาบอดอย่างถาวรได้ การรักษาโรคต้อกระจกจำเป็นจะต้องได้รับการผ่าตัดเพียงเท่านั้น ไม่สามารถรักษาโดยวิธีการอื่นได้ และหากปล่อยทิ้งเนิ่นนานอาจร้ายแรงจนถึงขั้นสูญเสียการมองเห็นไปเลยก็เป็นได้

 

โรคทางตาที่เป็นกันมากอีกโรคหนึ่งก็คือ โรคต้อหิน ซึ่งเกิดจากความผิดปกติของขั้วประสาทตา เนื่องจากเส้นใยประสาทบริเวณนั้นเกิดความเสียหาย และลูกตามีความดันภายในสูงผิดปกติ ซึ่งอาการเหล่านี้จะส่งผลทำลายเส้นใยประสาท ที่มีหน้าที่ในการส่งข้อมูลที่มองเห็นจากลูกตาไปยังสมองก่อนประมวลเป็นภาพ ดังนั้น ผู้ป่วยที่มีอาการต้อหินจึงมีผลต่อการมองเห็นเป็นอย่างมาก โดยโรคชนิดนี้สามารถแบ่งออกได้หลายประเภท ประเภทที่พบได้บ่อยสุดคือต้อหินประเภทเรื้อรัง (Chronic glaucoma) ซึ่งจะทำให้สูญเสียการมองเห็นบริเวณรอบนอกของลานสายตา และ ทำให้การมองเห็นแคบลงเสมือนมองภาพผ่านท่อ หากรักษาไม่ทันอาจสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวรได้เลย แต่ถ้าเป็นต้อหินแบบเฉียบพลัน (Acute angle closure glaucoma) จะทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการตามัว ตาแดง มีอาการปวดตาอย่างรุนแรง เนื่องจากความดันในลูกตาเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วอย่างเฉียบพลัน การรักษาการอาการต้อหินทำได้หลายวิธีตามแต่ความรุนแรงของอาการที่เป็น ทั้งการใช้ยาหยอดตา การใช้เลเซอร์ และการผ่าตัด ซึ่งหากได้รับการรักษาที่ถูกต้องตั้งแต่ระยะแรก ก็จะช่วยให้มีโอกาสการกลับมามองเห็นได้ดีอีกครั้ง

อีกหนึ่งโรคที่ชื่ออาจฟังไม่คุ้นหู ก็คือ โรคเอเอ็มดี (Age-related macular degeneration) แต่ถ้าบอกว่ามันคือโรคจอประสาทตาเสื่อม หลายๆคนคงจะพอได้ยินชื่อกันอยู่บ้าง โรคชนิดนี้คือโรคที่จุดรับภาพของจอตามีความเสื่อมลง ซึ่งมีสาเหตุมาจากความผิดปกติบริเวณเนื้อเยื่อของจอตา (retina) ส่วนที่รับภาพตรงกลางของลานสายตา ทำให้เกิดจุดบอดเกิดขึ้นบริเวณใจกลางของภาพที่เรามองเห็น โรคเอเอ็มดีแบ่งออกได้เป็นเอเอ็มดีชนิดเปียกและเอเอ็มดีชนิดแห้ง อาการของโรคเอเอ็มดีที่พบทำให้การมองเห็นบิดเบื้ยวหรือโค้งผิดรูป มองเห็นภาพไม่ชัดเจนโดยเฉพาะเวลาอ่านหนังสือ บางครั้งอาจมองเห็นเหมือนมีเงาดำหรือจุดบอดตรงบริเวณพื้นที่ส่วนกลางของการมองเห็น ในปัจจุบัน ยังไม่มีการรักษาเอเอ็มดีชนิดแห้งให้หายเป็นปกติได้ ทำได้เพียงชะลออาการของโรคเท่านั้น ส่วนเอเอ็มดีชนิดเปียกสามารถรักษาได้ทั้งการใช้ยา เลเซอร์และการผ่าตัด
ส่วนโรคสุดท้ายที่จะขอกล่าวถึง ก็คือ โรควุ้นตาเสื่อม (Vitreous degeneration) โดยวุ้นตาจะเปลี่ยนแปลงสภาพไปเป็นของเหลวเมื่ออายุของเรามากขึ้น เนื่องมาจากเส้นใยโปรตีนภายในวุ้นตาตกตะกอน จนทำให้เกิดเป็นเงาตกกระทบลงบนจอประสาทตา ส่งผลให้การมองเห็นเปลี่ยนแปลงไป โดยอาจมองเห็นเป็นเส้นหรือเป็นรอยขีดลอยไปมาเมื่อมีการกลอกตา อาการของโรคนี้ไม่มีอันตรายและไม่ต้องการการรักษา แต่อาจทำให้ผู้ที่เป็นรู้สึกรำคาญสายตาขึ้นมาเท่านั้นเอง

โรคต่างๆที่กล่าวมาข้างต้น เป็นโรคที่ล้วนมีอันตรายทั้งสิ้น การเข้ารับการตรวจสุขภาพจะเป็นแนวทางป้องกันทางหนึ่งที่ทุกคนสามารถทำได้ ก่อนที่อะไรจะสายเกินแก้

ตา เป็นอวัยวะที่สำคัญต่อการมองเห็นเป็นอย่างมาก หากมีความผิดปกติอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นมา จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรีบพบแพทย์หรือหาทางรักษาให้ถูกวิธี เพราะการละเลยหรือปล่อยไว้ก่อน จะส่งผลให้อาการที่เป็นลุกลามและยากต่อการรักษามากขึ้น นอกจากนี้ การป้องกันการใช้สายตาอย่างผิดวิธี และรู้จักถนอมสายตาไม่ให้ใช้งานหนักมากเกินไป ก็เป็นสิ่งที่ควรปฏิบัติเพื่อยืดอายุของดวงตาให้อยู่กับคุณไปอีกนานเท่านาน