ท้าทายร่างกายด้วยมาราธอน

ท้าทายร่างกายด้วยมาราธอน

     เมื่อพูดถึงคำว่า ‘มาราธอน’ เชื่อว่าหลายๆคงรู้จักกันดีว่าเป็นการวิ่งระยะทางไกลๆ ที่ต้องอาศัยทั้งกำลังกายและกำลังใจเป็นอย่างมากจึงจะทำให้คุณก้าวไปแตะเส้นชัยได้ บางคนอาจจะคิดว่าการวิ่งประเภทนี้ ช่างห่างไกลกับความสามารถของเราเสียเหลือเกิน เพราะแค่วิ่งเพียงไม่กี่กิโลเมตร ก็เล่นเอาเหนื่อยแสนเหนื่อยซะแล้ว แต่ถ้าคุณได้ลองอ่านบทความนี้แล้ว อาจจะทำให้คุณเปลี่ยนมุมมองความคิดเสียใหม่ ว่าความจริงแล้วใครๆก็วิ่งมาราธอนได้ทั้งนั้น

ท้าทายร่างกายด้วยมาราธอน

ภาพจาก : http://www.mensxp.com/health/body-building/7168-practice-for-marathon.html ท้าทายร่างกายด้วยมาราธอน


    การวิ่งมาราธอนสามารถแบ่งออกได้เป็นหลายประเภท ซึ่งถูกแบ่งเอาไว้สำหรับนักวิ่งมือใหม่และนักวิ่งมืออาชีพ โดยหากเป็นนักวิ่งมือใหม่ที่เพิ่งเริ่มหัดวิ่งมาราธอนก็อาจจะเริ่มวิ่งที่ 10 กิโลเมตรกันก่อน แต่เมื่อเริ่มวิ่งเก่งขึ้นก็จึงค่อยพัฒนาไปเป็น 21 กิโลเมตรหรือ 42 กิโลเมตร หากร่างกายมีความพร้อมมากขึ้น

    สำหรับประโยชน์ที่จะได้รับจากการวิ่งมาราธอนนั้นมีอยู่หลายประการ โดยหลักจะเกี่ยวข้องกับการพัฒนาระบบหมุนเวียนโลหิตในร่างกาย ทำให้อวัยวะต่างๆที่เกี่ยวข้องกับเลือดทำงานได้อย่างสมบูรณ์ตามแบบที่ควรจะเป็น อีกทั้งการสูบฉีดเลือดเนื่องมาจากการวิ่งระยะไกลนี้มีผลดีอย่างยิ่งในการต่อต้านไม่ให้เกิดโรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง และโรคร้ายแรงอื่นๆด้วย

    อย่างไรก็ดี
กีฬาชนิดนี้ไม่ใช่กีฬาที่ใครนึกอยากจะวิ่งก็ลุกขึ้นมาวิ่งได้ทันทีหรอกนะคะ เพราะจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องใช้ความแข็งแกร่งของร่างกายเป็นอย่างมาก ผู้ที่สนใจจึงควรเตรียมตัวฟิตซ้อมร่างกายมาให้ดีเสียก่อน เพราะถ้าเกิดว่าคุณลงวิ่งด้วยความไม่พร้อม นอกจากจะไปไม่ถึงเส้นชัยแล้ว ยังอาจเกิดอันตรายได้ง่ายๆอีกด้วย

ท้าทายร่างกายด้วยมาราธอน

ภาพจาก : http://www.forrunnersmag.com/webboard/viewtopic.php?topicid=7710 ท้าทายร่างกายด้วยมาราธอน


    แล้วต้องเตรียมตัวอย่างไรกันบ้างจึงจะพอเหมาะพอดีที่สุด มาหาคำตอบไปพร้อมๆกันได้เลยค่ะ

    ก่อนลงสนามจริง สิ่งแรกที่จะต้องทำคือ “การซ้อม” โดยคุณควรจะเริ่มจากการจัดตารางการฝึกซ้อมให้เหมาะสมกับช่วงเวลาที่ว่างจากการทำงานเสียก่อน เพื่อจะได้เป็นการกำหนดตัวเองเลยว่าช่วงเวลาไหนควรทำอะไร อย่างไรก็ดี อย่าลืมเว้นช่องว่างสำหรับการพักผ่อนร่างกายเอาไว้ด้วย เพราะจะช่วยให้คุณไม่เครียดกับการซ้อมมากจนเกินไป

    เมื่อมีตารางการซ้อมแล้วก็เริ่มลงสนามซ้อมกันได้เลย การฝึกซ้อมในช่วง 1-2 สัปดาห์แรก ควรจะเป็นการฝึกเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้แก่กล้ามเนื้อของตัวเองก่อน โดยจะต้องทำให้ร่างกายสามารถทานทนต่อความเหนื่อยล้าจากการวิ่งในระยะไกลได้ ซึ่งวิธีการในช่วงแรกให้คุณพยายามวิ่งให้ได้ระยะทางไกลที่สุดเท่าที่ตัวเองจะทำได้ ซึ่งแม้จะรู้สึกว่ายังห่างไกลจากเป้าหมายที่ตั้งไว้เสียเหลือเกิน ก็อย่าเพิ่งเป็นกังวลใจไป เพราะการซ้อมวิ่งทีละน้อยๆจะค่อยๆพัฒนาทักษะของคุณให้เพิ่มระยะทางได้มากขึ้นเรื่อยๆในเวลาต่อมาเอง ในขณะเดียวกัน ก็ควรให้เวลากับการการออกกำลังกายในรูปแบบอื่นๆด้วย ไม่ว่าจะเป็นการขี่จักรยาน ว่ายน้ำ หรือเต้นแอโรบิก เพราะการออกกำลังกายในรูปแบบที่ต่างออกไปนี้ จะช่วยส่งเสริมให้คุณแข็งแกร่งมากขึ้น และไม่เป็นการกดดันตัวเองมากจนเกินไปด้วย

    เมื่อร่างกายเริ่มชินกับการออกแรงวิ่งในระยะทางไกลๆได้แล้ว ก็ต้องมาวางแผนการวิ่งของตัวเองว่าควรจะเร็วหรือช้าในตอนใด เพราะถ้าเราเริ่มต้นวิ่งด้วยกำลังทั้งหมดที่มีตั้งแต่ในช่วงแรก อาจจะทำให้หมดแรงไปเสียก่อนจะถึงเส้นชัยได้ ในขณะที่บางคนที่วิ่งช้าเกินไปก็อาจจะเกิดความอ่อนล้าของร่างกายจนไปไม่ถึงจุดหมายได้เช่นกัน ซึ่งการวางแผนการวิ่งของแต่ละคนนั้นก็อาจจะแตกต่างกันออกไปตามแต่สไตล์ที่ถนัด แต่โดยทั่วไปแล้วควรจะเริ่มต้นแบบช้าๆ อย่างเพิ่งเร่ง แล้วค่อยไปเพิ่มความเร็วในช่วงกลางๆ ก่อนจะผ่อนความเร็วลงเมื่อเข้าสู่กิโลเมตรสุดท้ายก่อนเข้าเส้นชัย เพื่อเรียกกำลังเฮือกสุดท้ายก่อนวิ่งเข้าเส้นชัยด้วยความมั่นใจ โดยการจะรู้ว่าตัวเองถนัดแบบไหนก็ต้องเกิดจากการเรียนรู้ระหว่างการฝึกซ้อม ที่จะค่อยๆบอกคุณเองว่าต้องวิ่งแบบใดให้ไปถึงจุดหมายได้เร็วที่สุด

    เมื่อมั่นใจว่าซ้อมมาดีแล้ว ก็ถึงเวลาลงสนามแข่งจริงๆเสียที ก่อนวันแข่งควรอย่างยิ่งที่ต้องพักผ่อนร่างกายให้เพียงพอ เพราะการวิ่งมาราธอนส่วนใหญ่จะวิ่งในช่วงเวลาที่เช้ามากๆประมาณตี 3 หรือตี 4 ซึ่งหากร่างกายได้รับการพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ ก็จะส่งผลต่อพละกำลังที่ลดน้อยลงได้ นอกจากนี้ก่อนจะลงสนามก็ควรจะต้องอบอุ่นร่างกายให้พร้อมก่อนสัก 20 นาที เพื่อให้ร่างกายตื่นตัวและพร้อมสำหรับการวิ่งระยะทางไกลๆ

    ในระหว่างการวิ่งจะมีการแจกน้ำตามจุดพักต่างๆ ซึ่งแนะนำให้คุณรับน้ำมาดื่มในทุกๆจุด แต่ไม่ควรดื่มมากจนเกินไปเพราะจะทำให้เกิดการจุกได้ง่าย แนะนำให้จิบเพียง 2-3 อึก ก็พอ เพื่อแก้อาการกระหายจากการสูญเสียเหงื่อระหว่างการวิ่ง ส่วนน้ำที่เหลือจะเอามาราดตัวหรือล้างหน้าก็ไม่ว่ากัน เพียงแต่อย่าทิ้งแก้วให้ขวางทางการวิ่งของนักวิ่งคนอื่นๆก็พอ

แต่ถ้าเมื่อใดที่วิ่งไปแล้ว ร่างกายเริ่มส่งสัญญาณบางอย่างที่ฟ้องว่าคงวิ่งต่อไปไม่ไหว เช่น อาการจุก เจ็บข้อ หายใจไม่ทัน หน้ามืด หรือรู้สึกเหมือนจะเป็นลม ให้ลองลดความเร็วแล้วเปลี่ยนมาเป็นการเดินแทน แต่ถ้าอาการยังไม่ดีขึ้นอีกก็ไม่ควรจะฝืนวิ่งต่อไป ควรจะรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ซึ่งประจำอยู่ระหว่างเส้นทางการวิ่ง เพื่อประสานให้นำรถพยาบาลมารับตัวได้อย่างทันท่วงที

    การวิ่งมาราธอนไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ยากเกินความสามารถของคุณ หากคิดที่จะลองแล้ว เตรียมตัวให้พร้อมแล้วออกมาวิ่งกันได้เลยค่ะ