ผู้ใหญ่ก็สมาธิสั้นได้เหมือนกันนะ

ผู้ใหญ่ก็สมาธิสั้นได้เหมือนกันนะ

    หลายคนคงจะเคยได้ยินหรือรู้จัก ‘เด็กสมาธิสั้น‘ กันมาบ้างแล้ว แต่อาจจะไม่คุ้นหูนักกับคำว่า ‘ผู้ใหญ่สมาธิสั้น‘ ทั้งนี้ก็คงเป็นเพราะ ผู้ใหญ่ คือ คนที่มีวุฒิภาวะที่โตมากขึ้น และก็น่าที่จะสามารถกำหนดความคิดหรือควบคุมอารมณ์ ให้โตตามอายุที่มากขึ้นไปได้ด้วย อย่างไรก็ตาม ในสังคมของเรายังคงสามารถพบเห็นผู้ใหญ่ที่มีสมาธิสั้นอยู่ได้ แต่พวกเขาจะมีความแตกต่างกับคนธรรมดามากน้อยแค่ไหน ลองมาหาคำตอบกันได้เลยค่ะ

             เราสามารถจำแนกอาการสมาธิสั้นในวัยผู้ใหญ่ออกได้เป็น 3 ประเภท หลักๆ ได้แก่

              ประเภทที่ 1 คือ ผู้ใหญ่ที่มีอาการสมาธิสั้นตั้งแต่ยังเป็นเด็ก แต่ได้รับการดูแลเอาใจใส่อย่างดีมาโดยตลอด ทำให้เมื่อพวกเขาเหล่านี้เจริญเติบโตเป็นผู้ใหญ่ พวกเขาก็ยังจะสามารถประสบความสำเร็จในการมีครอบครัวหรือการทำงานได้ตามสมควร หากคนที่อยู่รอบข้างคอยสร้างบรรยากาศให้เหมาะสม หรือคอยช่วยเหลือประคับประคองกันไปได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม คนประเภทนี้อาจมีอาการเครียด ขี้หงุดหงิด โมโหง่าย หรือมีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกับคนรอบข้างอยู่บ่อยๆ  ทำให้พวกเขาอาจจะต้องเปลี่ยนงานบ่อย หรือมีพฤติกรรมที่ผิดแปลกไปจากคนปกติ เช่น ชอบใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ระดับความรุนแรงของอาการ ก็ต้องขึ้นอยู่กับว่าบุคคลผู้นั้นจะสามารถควบคุมตนเองได้มากแค่ไหน ซึ่งหากเขาคนนั้นพยายามฝึกความอดทนอดกลั้นให้มีมากยิ่งขึ้นได้ ก็คงจะช่วยให้สามารถประสบความสำเร็จได้ไม่แตกต่างกับคนธรรมดาทั่วไปแต่อย่างใด

              ประเภทที่ 2 เป็นกลุ่มคนที่ในสมัยตอนที่เป็นวัยรุ่นเคยประสบความล้มเหลวในการใช้ชีวิตมาก่อน ทำให้พวกเขาขาดความภาคภูมิใจในตนเอง และความผิดพลาดที่เคยฝังลึกอยู่ในตัวเขา ก็ยังไม่ได้รับการช่วยเหลือหรือแก้ไขอย่างถูกต้อง  ทั้งยังถูกบุคคลใกล้ชิดคอยกดดันให้พยายามทำตัวให้ดีขึ้น แต่เพราะพวกเขาถูกสนับสนุนในรูปแบบที่ผิดวิธี จึงทำให้พัฒนาการต่างๆเลวร้ายลง และเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่มีปัญหาทางอารมณ์ และมีอาการซึมเศร้าอยู่เสมอ บุคคลเหล่านี้จำเป็นต้องได้รับยาเป็นประจำเพื่อควบคุมอารมณ์และพฤติกรรมให้อยู่ในสภาวะที่เหมาะสม และทำให้สามารถดำเนินชีวิตหรือทำงานได้อย่างง่ายดายมากขึ้น  อีกทั้งยังจำเป็นต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ตลอดเวลา เพื่อคอยปรับเปลี่ยนยาในกรณีที่บุคคลนั้นๆไม่สามารถควบคุมอารมณ์ที่ฉุนเฉียวของตัวเองได้  อย่างไรก็ตาม หากยังอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ พวกเขาก็คือคนธรรมดาคนหนึ่ง ที่ยังสามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมร่วมกับบุคคลอื่นๆได้

             ประเภทที่ 3 เป็นกลุ่มคนผู้ใหญ่ที่มีสมาธิสั้น แต่พวกเขาเหล่านั้นกลับที่ไม่เคยรับรู้ความผิดปกติข้อนี้เลย ซึ่งนับเป็นประเภทที่น่ากังวลมากที่สุด บุคคลประเภทนี้มักจะมีอารมณ์หุนหันพลันแล่น ชอบความรุนแรง เกเร ก้าวร้าว ทำอะไรโดยไม่คิด หรือชอบทำตัวผิดกฏหมาย  ซึ่งมักเป็นพฤติกรรมที่เกิดขึ้นตั้งแต่ตอนเป็นวัยรุ่นและติดมาจนโตเป็นผู้ใหญ่ โดยมักจะสังเกตเห็นได้ว่า กลุ่มคนเหล่านี้มักคบหาสมาคมกับบุคคลที่มีพฤติกรรมเช่นเดียวกันกับตนเอง เนื่องจากพวกเขาไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยตัวของตัวเอง พวกเขาเหล่านี้ไม่สามารถแก้ปัญหาชีวิตของตนเองได้ เนื่องมาจากไม่รู้ว่าตัวเองทำอะไรผิดไป ทำให้บั่นปลายของชีวิตมักจะตกต่ำและน่าสงสารเป็นอย่างมาก

ผู้ใหญ่ก็สมาธิสั้นได้เหมือนกันนะ

ภาพจาก : http://women.sanook.com/14290/ ผู้ใหญ่ก็สมาธิสั้นได้เหมือนกันนะ


    ไม่ว่าอาการสมาธิสั้นของท่านจะเป็นแบบใด ท่านก็ยังสามารถจะใช้ชีวิตอยู่บนโลกได้อย่างสงบสุข หากมีผู้ใกล้ชิดคอยช่วยเหลือและดูแลประคับประคอง  ซึ่งการรักษาอาการสมาธิสั้นที่ว่านี้มีหลายๆวิธีที่จะช่วยผ่อนหนักให้เป็นเบาได้ ยกตัวอย่างเช่น การเข้ารับการปรึกษาจากจิตแพทย์ที่เชี่ยวชาญโดยตรง ซึ่งจิตแพทย์จะมีการให้ยา และติดตามพฤติกรรมการใช้ชีวิตของคุณอย่างสม่ำเสมอ เพื่อคอยควบคุมอาการของคุณให้ดูเป็นปกติตลอดเวลา หรือบางครั้งอาจมีการเข้าร่วมกิจกรรมกลุ่ม เพื่อปรับทัศนคติหรือเพิ่มทักษะทางสังคมในการดำรงชีวิตร่วมกับบุคคลรอบข้างให้ได้อย่างเป็นปกติ

    นอกเหนือจากการได้รับการเอาใจใส่จากคนรอบข้างแล้ว ตัวคุณเองก็ต้องพยายามปรับปรุงตัวเองให้ได้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการฝึกปฏิบัติธรรม นั่งสมาธิ รักษาศีล หรือฝึกคิดในทางบวก ซึ่งหากคุณสามารถปฏิบัติได้จนเกิดเป็นความเคยชิน ก็จะช่วยยกระดับอารมณ์ให้ดีมากขึ้นได้ นอกจากนี้ อาจควบคุมตัวเองโดยการฝึกทักษะการทำงาน โดยพยายามเลือกงานในรูปแบบที่ไม่ต้องใช้กระบวนการในการบริหารจัดการ หรือการใช้ระบบความคิดที่ยุ่งยากสลับซับซ้อนมากนัก เน้นเป็นงานที่ตัวเองถนัด และคิดว่าสามารถทำออกมาได้ดีที่สุด เพื่อให้คุณสามารถจัดสรรการใช้ชีวิตได้ในทางที่ถูกที่ควร และไม่เอาเวลาที่มีไปทำเรื่องผิดอื่นๆ

    มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่สามารถถูกพัฒนาให้ดีขึ้นหรือแย่ลงก็ได้ ตามแต่ว่าพวกเขาผ่านสิ่งแวดล้อมในรูปแบบใดมาบ้าง ดังนั้น แม้ว่าคุณจะมีความผิดปกติตั้งแต่ในอดีต แต่ก็ยังคงสามารถถูกพัฒนาให้ดีขึ้นได้ หากคุณรู้จักที่จะเรียนรู้วิธีการที่ถูกต้อง อย่างไรก็ตาม สังคมรอบข้างก็ควรที่จะให้โอกาสบุคคลเหล่านี้ ให้สามารถมีที่ยืนอย่างสง่างามในสังคมด้วย เพราะไม่แน่ว่าบุคคลเหล่านี้ อาจจะเป็นคนสำคัญที่ช่วยพัฒนาสังคม ให้ดีขึ้นจากความผิดปกติที่พวกเขามีได้