พัฒนาสมองด้วยเพลงคลาสสิก

พัฒนาสมองด้วยเพลงคลาสสิก

      ดนตรีคลาสสิกเป็นเพลงประพันธ์ที่ให้ประโยชน์มากกว่าการฟังเพื่อความเพลิดเพลิน เพราะด้วยแบบฟอร์มอันสลับซับซ้อนที่ถูกเรียบเรียงขึ้นมาด้วยความประณีต บวกกับการสื่ออารมณ์ที่นักแต่งเพลงบรรจงแทรกสอดเข้าไปในแต่ละโน้ตเพลง การฟังเพลงคลาสสิกจึงเป็นอีกหนึ่งแนวทางในการพัฒนาสมองพร้อมๆไปกับการพัฒนาจิตใจ ที่ไม่ต้องใช้การลงทุนที่มากมายอะไรเลย

เพลงคลาสสิกมีอยู่มากมายหลายประเภท ทั้งประเภทเต้นรำที่มีท่วงทำนองที่เร้าใจ หรือเพลงที่บรรยายถึงธรรมชาติที่มีจังหวะช้าและเร็วสลับกันไป ในขณะที่บางบทเพลงก็สามารถประเทืองอารมณ์ หรือช่วยปลดปล่อยความรู้สึกที่คั่งค้างอยู่ภายในจิตใจได้ ด้วยเหตุนี้เองจึงมีการนำเอาเพลงคลาสสิกมาใช้ในการพัฒนาความเป็นมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการพัฒนา “สติปัญญา (I.Q.)” อันเป็นสิ่งสำคัญในการดำรงชีวิตนั่นเอง

 ความเชื่อที่ว่า “การได้ให้ฟังเพลงคลาสสิกตั้งแต่ยังเป็นเด็ก จะทำให้เด็กคนนั้นโตขึ้นและมีสติปัญญาฉลาดเฉลียวมากกว่าปกติ” ถือเป็นสมมติฐานที่ถูกตั้งเอาไว้ตั้งแต่ในอดีต บ้างก็เชื่อกันว่าดนตรีคลาสสิกที่มีท่วงทำนองและจังหวะซับซ้อน  จะช่วยกระตุ้นการทำงานของสมองส่วนที่เกี่ยวกับการคิดวิเคราะห์เหตุผลเชิงความสัมพันธ์ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญต่อการเรียนคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์เป็นอย่างมาก ส่วนจังหวะเสียงสูงต่ำและความถี่ของเสียงดนตรีก็มีส่วนช่วยพัฒนาความสามารถในด้านภาษาได้เป็นอย่างดี ซึ่งข้อสมมติฐานดังกล่าวนี้ก็ถูกนักวิจัยมากมายศึกษาเพื่อหาคำตอบว่า เพลงคลาสสิกมีผลต่อการพัฒนาไอคิวของมนุษย์ได้อย่างไร

พัฒนาสมองด้วยเพลงคลาสสิก

ภาพจาก : http://newcomersclubofameliaisland.com/id25.html พัฒนาสมองด้วยเพลงคลาสสิก


    ตัวอย่างงานวิจัยที่ศึกษาเกี่ยวกับเรื่องการพัฒนาสมองด้วยเพลงคลาสสิกนั้นมีอยู่หลากหลายประเด็น ยกตัวอย่างเช่น

ในปี 1993  ส่วน กอร์ดอน ชอว์  ศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย และ ดร.ฟรานซิส โรเชอร์ แห่งมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน ประเทศสหรัฐอเมริกา  ได้ทำการวิจัยโดยแบ่งนักศึกษาออกเป็น 3 กลุ่ม แต่ละกลุ่มกำหนดให้ฟังเพลงเปียโนโซนาต้า D เมเจอร์ (sonata for two pianos in D major ) ของ Mozart, เพลง relaxation และอยู่ในความเงียบ อย่างละ10 นาที  จากนั้นจึงให้นักศึกษาแต่ละคนทำแบบทดสอบวัด ทักษะเหตุผลด้านมิติสัมพันธ์(spatial reasoning test)  จากสแตมฟอร์ด-บิเนห์ อินเทลลิเจนท์ เทสส์(the Stanaford-Binet Intelligence test)  โดยนักศึกษาจะต้องตัดกระดาษที่พับไว้  และให้เดารูปทรงเมื่อคลี่แผ่นกระดาษออกมา ผลการทดสอบปรากฎว่า ‘คะแนนของนักศึกษาจะเพิ่มขึ้นหลังจากได้ฟังเพลงของโมสาร์ท’  ซึ่งได้ผลที่ดีกว่าการฟังเพลงจากเทป relaxation และ การอยู่ในความเงียบ  การทดลองนี้จึงมีข้อสรุปว่า ดนตรีคลาสสิกน่าจะมีส่วนในการกระตุ้นสมองในรูปแบบของการทดสอบด้วยแบบทดสอบด้านทักษะเหตุผลมิติสัมพันธ์ (the spatial reasoning test) ซึ่งจะเห็นได้ว่าการฟังเพลงบรรเลงของโมสาร์ทมีผลให้เชาว์ปัญญา การจินตนาการ และการลำดับเวลาถูกพัฒนามากยิ่งขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้ถือเป็นข้อบ่งบอกความเฉลียวฉลาดของคนได้เป็นอย่างดี

นอกจากนี้ ผลการวิจัยทั้งในและต่างประเทศหลายฉบับ  ได้รายงานผลการทดสอบที่สอดคล้องต้องกันถึงประโยชน์ของดนตรีคลาสสิกที่มีผลต่อความฉลาดของมนุษย์ โดยการฟังให้ได้ผลดีจะต้องเป็น “การฟังอย่างตั้งใจ ไม่ใช่แค่เพียงการได้ยิน”  ทั้งนี้เนื่องจากการฟังอย่างตั้งใจจะทำให้เราได้มีโอกาสพิจารณาและวิเคราะห์ถึงองค์ประกอบของเนื้อหาของดนตรีอย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่การฟังหูซ้ายทะลุหูขวาอย่างที่เราเคยเข้าใจกัน ซึ่งการพัฒนาทางสมองนี้ไม่ใช่ว่าจะสามารถฉลาดขึ้นมาได้ในทันทีที่ได้ฟังเพลงคลาสสิก แต่จะต้องเป็นการค่อยๆสะสมหรือบ่มเพาะสติปัญญาทีละน้อยๆ ใครที่เริ่มต้นได้ก่อนจึงถือเป็นความได้เปรียบที่สมองจะถูกพัฒนาได้มากกว่านั่นเอง

พัฒนาสมองด้วยเพลงคลาสสิก

ภาพจาก : http://www.irishexaminer.com/lifestyle/healthandlife/parenting/music-training-raises-a-childs-iq-258675.html พัฒนาสมองด้วยเพลงคลาสสิก


ด้วยเหตุนี้เอง จึงทำให้ดนตรีโมสาร์ทถูกนำไปใช้ประโยชน์ในด้านการพัฒนาศักยภาพสมองในเด็กทารก โดยเชื่อว่าถ้าทารกคนไหนได้ฟังเพลงโมสาร์ทเป็นประจำ เมื่อทารกคนนั้นโตขึ้นจะมีสมองที่ดีกว่าเด็กคนอื่นๆ ซึ่งความเชื่อที่ว่านี้ได้ถูกนำมาใช้จริงในโลกยุคปัจจุบันอย่างแพร่หลาย ดังเช่นในรัฐจอร์เจีย แห่งสหรัฐอเมริกา ได้มีการออกกฎบังคับให้เด็กเกิดใหม่ทุกคน ต้องได้รับการแจกแผ่นดิสก์เพลงโมสาร์ท  ส่วนรัฐฟลอริดาก็มีการบังคับให้เด็กนักเรียนทุกคนต้องฟังเพลงดนตรีคลาสสิกทุกวันที่ไปโรงเรียน

     ไม่เพียงแค่พัฒนาการด้านไอคิว (IQ) ที่เพิ่มขึ้นเพียงเท่านั้น แต่การฟังเพลงคลาสสิกก็มีผลต่อการเพิ่มขึ้นของพัฒนาการด้านอีคิว (EQ) ได้เช่นกัน ดนตรีคลาสสิกบางเพลงมีอิทธิพลต่อการกระตุ้นอารมณ์และจิตใจของมนุษย์ได้ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะเป็นดนตรีคลาสสิกที่บรรเลงด้วยเครื่องเป่าหรือเครื่องสาย ที่มีผลทำให้จิตใจเกิดความรู้สึกสดชื่น แจ่มใส หรือกระปรี้กระเปล่า หรือในบางบทเพลงก็ส่งผลกระทบต่ออารมณ์ความรู้สึกที่สะเทือนใจ อ่อนไหว หรือเศร้าสร้อยไปตามเสียงเพลงได้เช่นเดียวกัน นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าดนตรีในกลุ่มนี้จะเข้าไปพัฒนาสมองในส่วนระบบลิมบิก ทำให้มีการพัฒนาสมองในด้านอารมณ์ที่ละเอียดอ่อนมากขึ้นได้นั่นเอง

      จะเห็นได้ว่า มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่สามารถพัฒนาได้ง่ายจากปัจจัยแวดล้อมที่อยู่รอบกายเรา ซึ่งหากเราจัดสรรสิ่งแวดล้อมที่ดีให้มาอยู่รอบกายเราเสมอ ก็จะมีผลให้เราได้รับแต่สิ่งดีๆเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายมากขึ้น อย่างไรก็ตาม แค่เพียงการอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดีไม่อาจจะช่วยให้ชีวิตประสบความสำเร็จได้ร้อยเปอร์เซนต์ แต่เราจำเป็นจะต้องเพิ่มความพยายาม และใส่ความตั้งใจลงไปด้วย เพียงเท่านี้ คุณก็จะกลายเป็นคนที่สมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้นแล้วละค่ะ