ภัยจากถ้วยบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป มีอยู่จริงหรือ?

แก้วกระดาษหรือถ้วยกระดาษเป็นภาชนะที่ใช้งานง่าย สะดวกสบาย มองดูสะอาดตา และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และนิยมนำมาใช้บรรจุอาหารที่พร้อมรับประทานหรือเพียงเติมน้ำร้อนก็รับประทานได้เลย แต่ในความรู้สึกดีๆเหล่านี้แอบแฝงอันตรายอะไรอยู่บ้างนะ เรามาหาคำตอบด้วยกันดีกว่าค่ะ

หากพูดกันถึงภาชนะสำหรับบรรจุบะหมี่ถ้วยแบบกึ่งสำเร็จรูป เพียงเติมน้ำร้อน ปิดฝา รอ 2-3 นาที ก็ทานได้เลย จะแบ่งรูปแบบของภาชนะออกเป็นแบบที่นิยมได้ 3 แบบ ได้แก่


แบบที่ 1 ถ้วยพลาสติกโพลิโพรพิลีน (Polypropylene: PP)

 ขึ้นรูปมาจากโดยเม็ดพลาสติก PP สามารถใช้กับผลิตภัณฑ์บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่ต้องชงหรือเติมน้ำร้อน รวมถึงนำเข้าเตาไมโครเวฟได้ ข้อดีของพลาสติกแบบนี้คือ แข็งแรง ป้องกันความชื้นและกลิ่นได้ดี แต่ข้อเสียคือ ต้องใช้พลาสติกปริมาณมาก และไม่สะดวกต่อการรีไซเคิล


แบบที่ 2 ถ้วยโฟมโพลิสไตรีน (Polystyrene: PS) 

ขึ้นรูปมาจากพลาสติก PS แล้ว มีข้อดี คือ การเป็นฉนวนความร้อน เวลาทานบะหมี่น้ำซุปจะร้อนนานแต่ถือถ้วยแล้วไม่ร้อน ส่วนข้อเสียคือ ไม่ทนความร้อนสูง นำเข้าไมโครเวฟไม่ได้ ไม่มีวิธีรีไซเคิลที่เหมาะสม โดยส่วนใหญ่ถ้วยที่ทำจากโฟมโพลิสไตรีนจะมีพลาสติกหุ้มอีกชั้นหนึ่งสำหรับเป็นพื้นที่แสดงฉลากอาหาร


แบบที่ 3 ถ้วยกระดาษลามิเนตพลาสติกชนิดโพลิเอธิลีน (Polyethylene: PE) 

ขึ้นรูปจากเม็ดพลาสติก PE เคลือบบนผิวกระดาษ ผู้ทานบะหมี่สามารถถือถ้วยได้โดยไม่ร้อนมือ เพราะถ้วยกระดาษถูกออกแบบให้ปลอกกระดาษชั้นนอกทำหน้าที่เป็นฉนวนอากาศ เพื่อป้องกันไม่ให้ความร้อนในถ้วยแพร่ออกไปสู่ภายนอกได้  ถ้วยประเภทนี้สามารถนำเข้าไมโครเวฟได้ แต่ถ้วยกระดาษอาจจะอ่อนตัวลงเล็กน้อยเนื่องจากไอน้ำ ผู้บริโภคบะหมี่จึงต้องเพิ่มความระวังเรื่องนี้ด้วยและถือถ้วยอย่างเหมาะสม การใช้ถ้วยกระดาษมีผลดีต่อสิ่งแวดล้อมตรงที่สามารถลดขยะพลาสติกได้ เนื่องจากวัสดุส่วนใหญ่ที่นำมาใช้ขึ้นรูปทำจากกระดาษ ส่วนฟิล์ม PE ที่เคลือบกระดาษไว้ก็มีอยู่ในปริมาณน้อยมากนั่นเอง

ภัยจากถ้วยบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป มีอยู่จริงหรือ?
ภาพจาก : http://songkarnsingse.blogspot.com/2015/03/blog-post_87.html ภัยจากถ้วยบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป มีอยู่จริงหรือ?

มาถึงตรงนี้หลายคนอาจสงสัยว่าถ้วยทุกประเภทที่นำมาใช้บรรจุบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมีการเคลือบแวกซ์เอาไว้หรือไม่ คำตอบก็คือ ทั้งถ้วยพลาสติกชนิด PP ถ้วยโฟม หรือถ้วยกระดาษลามิเนตด้วยฟิล์มพลาสติกชนิด PE ล้วนแต่ไม่มีการเคลือบแวกซ์ทั้งสิ้น โดยถ้วยกระดาษส่วนใหญ่ที่มีการเคลือบแวกซ์จะต้องเป็นถ้วยที่มีวัตถุประสงค์สำหรับใช้สำหรับบรรจุเครื่องดื่มชนิดเย็น เนื่องจากแวกซ์ที่ใช้สำหรับเคลือบกระดาษมีจุดหลอมเหลวต่ำประมาณ 65 องศาเซลเซียส หากนำถ้วยที่มีการเคลือบแวกซ์ไปใช้บรรจุอาหารร้อน แวกซ์อาจเกิดการหลอมละลายได้ แต่ถึงแม้ว่าแวกซ์ที่ใช้เคลือบผิวถ้วยกระดาษจะเกิดการหลอมละลาย และเราบังเอิญได้รับประทานมันเข้าไป ก็ยังไม่เกิดเป็นอันตรายต่อร่างกายอยู่ดี เนื่องจากแวกซ์ชนิดนี้เป็นชนิดเดียวกับที่เรามีไว้ใช้เคลือบผิวผลไม้อย่างเช่น แอปเปิล เพื่อให้สามารถมีอายุการเก็บรักษาที่ยาวนานมากขึ้น ป้องกันโรคราและแมลง รักษาน้ำหนัก รสชาติ และลดการสูญเสียวิตามิน แวกซ์ที่เคลือบอาหารและภาชนะบรรจุอาหารถูกออกแบบมาแล้วว่าสามารถรับประทานได้ และไม่เป็นอันตรายต่อร่างกายแต่อย่างใด

ดังนั้น จึงสบายใจได้เลยว่าถ้วยบะหมี่ทุกชนิดสามารถเติมน้ำร้อนแล้วรับประทานได้อย่างปลอดภัย ไม่มีอันตรายต่อร่างกาย ไม่ทำให้คุณป่วย ปวดท้อง หรืออาหารเป็นพิษแต่อย่างใด และก็ไม่จำเป็นที่จะต้องเทบะหมี่ออกมาเติมน้ำร้อนในภาชนะอื่น เพราะผู้ผลิตได้ออกแบบเพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภคมาก่อนแล้ว ว่าวิธีการบริโภคแบบนี้ไม่มีภัยใดๆทั้งสิ้น

มากไปกว่านั้นยังมีองค์กรรัฐที่ออกกฎหมายหรือมาตรฐานขึ้นมาควบคุมผู้ผลิตเอาไว้อีกชั้นหนึ่ง ทำให้ผู้ผลิตทุกรายจำเป็นต้องออกแบบภาชนะให้ปลอดภัยต่อผู้บริโภค โดยสำนักงานอาหารและยา (อย.) ออกมาตรฐานของภาชนะบรรจุอาหารที่เป็นพลาสติกตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 295) พ.ศ.2548 เรื่อง การกำหนดคุณภาพหรือมาตรฐานของภาชนะบรรจุที่ทำจากพลาสติกไว้ว่า “ภาชนะที่ใช้บรรจุอาหารต้องสะอาด ไม่มีสีหรือสารอื่นออกมาปนเปื้อนกับอาหารในปริมาณที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ไม่มีจุลินทรีย์ก่อโรค ห้ามใช้ภาชนะที่ทำจากพลาสติกรีไซเคิล และกำหนดคุณภาพของเนื้อพลาสติกและปริมาณของสารที่จะละลายออกมาจากภาชนะพลาสติกนั้นด้วย

สำนักงานคณะกรรมการการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ. ยังได้ประกาศให้ภาชนะพลาสติกบางประเภทต้องแสดงวิธีใช้และคำเตือนเกี่ยวกับการใช้ภาชนะบรรจุ เพื่อเป็นการให้ข้อมูลเกี่ยววิธีการใช้งานที่ถูกต้องปลอดภัยแก่ผู้บริโภค เช่น บนสินค้าต้องระบุว่าบรรจุภัณฑ์ชนิดนี้ใช้ได้กับอาหารชนิดใดบ้าง สามารถใส่ของร้อนได้หรือไม่ ใช้ได้กี่ ครั้งเดียวหรือใช้ซ้ำได้หลายครั้ง เป็นต้น

ทุกๆข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการใช้งานหรือการบริโภค ผู้ผลิตจำเป็นต้องสื่อสารให้ผู้บริโภครับทราบและเข้าใจผ่านฉลาก ดังนั้น หน้าที่ของผู้บริโภคก็คือ การอ่านฉลากให้ละเอียดถี่ถ้วนก่อนจะนำมาใช้งานหรือนำมาบรรจุอาหารเพื่อใช้รับประทาน หากผู้บริโภครู้จักให้ความสำคัญกับการอ่านข้อมูลก่อนการใช้งานสักนิด และปฏิบัติตามวิธีการใช้งานให้ถูกต้องตามที่ผู้ผลิตแนะนำเอาไว้ โอกาสที่จะได้รับอันตรายจากการบริโภคอาหารก็คงจะน้อยมากๆ และทำให้คุณมีความสุขกับการบริโภคอาหารที่ชื่นชอบได้มากยิ่งขึ้น

อย่าลืมนะคะว่าสุขภาพดีๆสามารถสร้างได้ด้วยความใส่ใจ หากคุณรู้จักสนใจสิ่งที่มีประโยชน์รอบข้าง และหลีกให้ห่างจากอันตราย โอกาสที่จะแข็งแรงก็ใกล้นิดเดียว