ยืดอกพกถุง(ยาง)

ยืดอกพกถุง(ยาง)

เพศศึกษาในสังคมไทยปัจจุบันเริ่มมีการเปิดเผยและได้รับการยอมรับมากกว่าแต่ก่อน ดังจะเห็นได้ว่าละครหรือหนังไทยในปัจจุบันมีการพูดถึงเรื่องการป้องกันในณะมีเพศสัมพันธ์กันมากขึ้น ซึ่งการบอกเล่าเรื่องดังกล่าวก็ถือเป็นสิ่งดีมากกว่าการปิดหูปิดตาไม่ให้คนยุคใหม่เรียนรู้อะไรเลย และไปลองผิดลองถูกกันเอาเอง ซึ่งการป้องกันที่ถูกวิธีก็จะสามารถช่วยลดปัญหาของสังคม อันเกิดจากความไม่พร้อมหรือยังไม่ถึงเวลาอันควรได้

    อุปกรณ์การป้องกันขณะมีกิจกรรมทางเพศที่เบสิกมากที่สุด ก็คงจะเป็น “ถุงยางอนามัย” ที่ถือเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยป้องกันทั้งการตั้งครรภ์โดยไม่ตั้งใจและป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้เกือบหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์ ซึ่งส่งผลให้แนวโน้มของผู้ติดโรคทางเพศสัมพันธ์ในประเทศไทยลดน้อยลงตามไปด้วย

ยืดอกพกถุง(ยาง)

ภาพจาก : http://inhabitat.com/graphene-condom-of-the-future-will-be-super-pleasurable/ ยืดอกพกถุง(ยาง)


    อย่างไรก็ดี ยังพบว่ามีบุคคลบางกลุ่มที่ไม่นิยมใช้อุปกรณ์ป้องกันชนิดนี้ เช่น กลุ่มชายรักชาย และกลุ่มวัยรุ่นที่นิยมจับคู่กันเอง ซึ่งมีแหล่งข้อมูลกล่าวว่าคนทั้งสองกลุ่มนี้กว่า 50 เปอร์เซ็นต์ไม่นิยมใช้ถุงยางอนามัย ดังนั้น จึงส่งผลทำให้จำนวนผู้ติดเชื้อเอดส์และการตั้งท้องโดยยังไม่พร้อมเพิ่มสูงขึ้น โดยสาเหตุส่วนใหญ่ที่ทำให้คนกลุ่มนี้เลือกที่จะไม่ใช้ถุงยางอนามัย น่าจะเป็นเหตุผลมาจากการไม่เห็นถึงความสำคัญของการเกิดโรคติดต่อ คิดว่าคู่นอนของตัวเองสะอาด หรืออาจมีความเข้าใจผิดๆเกี่ยวกับการป้องกัน เช่น สามารถป้องกันด้วยวิธีซื้อยาคุมกำเนิดมารับประทานเอง สามารถใช้วิธีการหลั่งข้างนอก หรือสามารถใช้วิธีการนับวันของการมีประจำเดือนได้ เป็นต้น ซึ่งวิธีที่กล่าวมาเหล่านี้จัดว่าไม่ปลอดภัยและเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่ายมากกว่าการใช้ถุงยางอนามัย สำหรับอีกเหตุผลหนึ่งที่หลายคนเลือกที่จะไม่ใส่ถุงยางกัน คงเป็นเรื่องของความเชื่อว่าใส่แล้วจะไม่รู้สึกแนบชิดกันหรือรู้สึกไม่ธรรมชาติ แต่ในปัจจุบัน ผู้ผลิตก็มีการตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ให้มากขึ้น โดยการผลิตถุงยางแบบบาง เพื่อเพิ่มความรู้สึกด้านนี้ให้เทียบเท่าเดิม และจูงใจให้คู่รักหันมาใช้ถุงยางอนามัยกันมากขึ้น โดยถุงยางอนามัยแบบบางอาจมีความหนาเพียงแค่ 0.04 มิลลิเมตร ซึ่งถือว่าบางมากเลยทีเดียว

ยืดอกพกถุง(ยาง)

http://jimcorwin.photoshelter.com/image/I00000tWEN_SshdE ยืดอกพกถุง(ยาง)


บางคนอาจมีคำถามในใจเกี่ยวกับคุณภาพของถุงยางอนามัยว่ามีความแตกต่างกันหรือไม่อย่างไร แล้วถุงยางอนามัยที่ตามโรงพยาบาลหรือสถานพยาบาลแจกฟรีจะมีคุณภาพเทียบเคียงกับถุงยางอนามัยที่วางขายเป็นกล่องๆตามร้านสะดวกซื้อหรือไม่ ซึ่งคำตอบนี้ได้รับการยืนยันจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญแล้วว่า ถุงยางอนามัยที่ได้มาจากทั้งสองแหล่งมีคุณภาพเท่าเทียมหรือไม่แตกต่างกัน เพราะผู้ผลิตถุงยางจะใช้เครื่องผลิตจักรตัวเดียวกันและใช้วัตถุดิบที่เป็นยางธรรมชาติแบบเดียวกัน เพียงแต่อาจจะมีความแตกต่างในด้านส่วนประกอบภายนอก เช่น สี กลิ่น หรือบรรจุภัณฑ์ เป็นต้น ดังนั้น ใครที่ได้รับแจกถุงยางมาฟรี ก็มั่นใจได้เลยว่าถุงยางที่คุณได้มานี้จะมีคุณภาพดีเหมือนกันกับถุงยางที่ต้องเสียเงินซื้อมาทุกประการ
    การใช้ถุงยางอนามัยให้ปลอดภัยสูงสุด จะต้องมีการเพิ่มความสังเกตขึ้นอีกนิดหน่อย สิ่งแรกก็คือจะต้องอ่านที่ฉลากที่เขียนไว้ข้างกล่องว่ามีคุณสมบัติในการป้องกันโรคติดเชื้อได้จริงหรือไม่ รวมไปถึงขนาดถุงยางที่เลือกใช้ ก็จะต้องมีขนาดที่เหมาะสม และครอบคลุมตลอดความยาวของอวัยวะเพศชาย สิ่งที่สำคัญอีกประการคือ การเก็บรักษา ที่ไม่ควรเก็บถุงยางอนามัยในที่ที่ร้อนเกินไป โดนแสงมากเกินไป หรือที่ที่มีความชื้นสูงเกินไป เพราะจะทำให้ถุงยางเสื่อมสภาพไปก่อนจะได้ใช้งานจริง อีกทั้งไม่ควรเก็บถุงยางไว้ในกระเป๋ากางเกงในลักษณะที่มีการกดทับ แต่ควรเก็บใส่ในกระเป๋าหลวมๆ จะทำให้สามารถคงสภาพของถุงยางได้ดีกว่า นอกจากนี้ ต้องแกะถุงยางใช้อย่างถูกวิธี ฉีกซองอย่างระมัดระวัง ไม่ใช้ปาก กรรไกร หรือเล็บ เพราะอาจจะเฉียดไปโดนถุงยางทำให้ถุงยางฉีกขาดได้ง่าย รวมไปถึงไม่ควรใช้สารหล่อลื่นประเภทไขมันมันอย่าง vasalin baby oil,body lotion หรือ cold cream ในการหล่อลื่น เพราะจะทำให้ถุงยางเสื่อมรั่วและฉีกขาดได้ง่าย หากอยากจะใช้สารหล่อลื่นจริงๆก็ควรใช้แบบที่เป็นน้ำซึ่งมีความปลอดภัยต่อการใช้กับถุงยางอนามัยมากกว่า สำคัญที่สุด คือ ห้ามนำถุงยางที่ใช้แล้วกลับมาใช้ใหม่ เพราะมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหรือตั้งครรภ์ได้เท่าๆกับการไม่ใส่ถุงยางเลย รู้ไว้เลยนะคะว่าของแบบนี้ใช้ซ้ำไม่ได้เด็ดขาด

    นอกจากนี้ก็จำเป็นต้องเรียนรู้วิธีการใช้ถุงยางอนามัยที่ถูกวิธีด้วย เช่น การล้างมือฟอกสบู่ทุกครั้งก่อนและหลังการมีเพศสัมพันธ์ การใส่และถอดถุงยางขณะที่อวัยวะเพศแข็งตัวอยู่ การใส่ถุงยางให้คลุมให้ถึงโคนอวัยวะเพศ การระวังไม่ให้น้ำเชื้อหกขณะดึงถุงยางออกจากอวัยวะเพศ หรือหากสงสัยว่าถุงยางแตกให้หยุดการมีเพศสัมพันธ์ทันที เป็นต้น
ถุงยางอนามัยจึงถือเป็นเครื่องมือที่เหมาะสมในการป้องกันปัญหาสุขภาพ ทั้งโรคเอดส์ กามโรค มะเร็งปากมดลูกและป้องกันการตั้งครรภ์ที่ไม่พึงประสงค์ รวมถึงเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงถึงความรับผิดชอบในการมีเพศสัมพันธ์ ที่คนในยุคปัจจุบันต้องยอมรับและทำความเข้าใจให้มากยิ่งขึ้น รวมถึงไม่อายที่จะบอกใครๆว่า “ฉันใช้ถุงยางอนามัย” เพราะนี้จะเป็นตัวการสำคัญในการลดปัญหาทางสังคมที่เป็นสากล และได้ผลดีต่อทั้งตัวคุณเองและคนใกล้ตัว