รักษาชีวิตให้ปลอดภัยหลังพวงมาลัย(รถยนต์)

รักษาชีวิตให้ปลอดภัยหลังพวงมาลัย(รถยนต์)

    การขับรถเป็นอีกหนึ่งการเดินทางที่คนส่วนใหญ่นิยมใช้กัน เพราะรถเป็นพาหนะที่มีความสะดวกสบาย ปลอดภัย และไปได้ในเกือบทุกที่ที่มีถนนตัดผ่าน จึงไม่น่าแปลกใจที่จำนวนผู้ใช้รถในท้องถนนปัจจุบันจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็มักจะพบปัญหารถติดตามไปด้วยในทุกๆที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาเร่งด่วนหรือวันที่ฝนตก ก็จะยิ่งทำให้ชีวิตของคุณจำเป็นจะต้องติดแหงกอยู่บนรถยาวนานมากขึ้นไปอีก

รักษาชีวิตให้ปลอดภัยหลังพวงมาลัย(รถยนต์)

ภาพจาก : http://www.telegraph.co.uk/travel/columnists/gillcharlton/9917491/Faulty-rental-car-dispute.html รักษาชีวิตให้ปลอดภัยหลังพวงมาลัย(รถยนต์)


    การใช้ชีวิตอันแสนยาวนานบนท้องถนนที่เต็มไปด้วยมลพิษนี้ จะส่งผลเสียต่อร่างกายอย่างไรบ้าง วันนี้เรารวบรวมมาให้คุณแล้วค่ะ

    เวลาที่ต้องทนอยู่บนรถนานๆหรือเผชิญกับปัญหารถติดนานหลายชั่วโมง อาจจำเป็นให้ต้องกลั้นปัสสาวะในบางครั้งบางคราวได้ ซึ่งการทำแบบนี้ซ้ำๆถือเป็นความเสี่ยงที่คุณจะเข้าใกล้ “โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ” ได้มากขึ้น ทางที่ดีที่สุดคือ การพยายามเข้าห้องน้ำทันทีที่เริ่มรู้สึกปวด และอย่าเลือกเข้าแต่เฉพาะห้องน้ำที่สะอาดมากๆเพียงอย่างเดียว หากจำเป็นจริงๆ ก็ควรเข้าห้องน้ำเลยทันที และเลือกที่จะรักษาความสะอาดส่วนตัวให้ได้มากที่สุด ย่อมเป็นหนทางที่ดีกว่าการ ‘อั้น’ ที่มีแต่จะทำให้เจ็บตัวมากไปกว่าเดิม

    อีกหนึ่งโรคที่ฟังดูค่อนข้างน่ากลัวเอามากๆเลย ก็คือ “โรคผังผืดทับเส้นประสาทที่ข้อมือ” ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้จากการขับรถเป็นเวลานานๆ หรือแม้แต่การนั่งพิมพ์งานหน้าจอคอมพิวเตอร์นานๆ ก็เป็นอีกเหตุผลที่ทำให้เกิดอาการเช่นนี้ได้เช่นกัน ซึ่งนอกเหนือจากจะทำให้เลือดไหลเวียนไม่ดีแล้ว ยังมีความเสี่ยงต่อการเกิดอันตรายอย่างมากหากเกิดอาการชาในช่วงเวลาที่ขับรถอยู่พอดี สิ่งที่จะช่วยแก้ไขอาการเหล่านี้ได้ก็คือ การบริหารร่างกายเป็นประจำเพื่อควบคุมให้ระบบสูบฉีดเลือดทำงานได้ดียิ่งขึ้น หรือการพยายามหลีกเลี่ยงการเคลื่อนไหวร่างกายที่ผิดท่าหรือการอยู่กับที่นานเกินไป ก็จะสามารถป้องกันไม่ให้เกิดโรคนี้ได้เช่นกัน

    การขับรถในช่วงกลางวันที่มีแสงแดดจ้า ก็ถือเป็นอีกปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เราเกิด “โรคต้อเนื้อและต้มลม” ได้ ซึ่งหากปล่อยไว้นานวันโดยไม่รักษาก็มีโอกาสสูญเสียการมองเห็นไปได้เลย แนวทางการป้องกันที่ดี คือการพยายามลดการจ้องมองแสงแดดให้ได้มากที่สุด โดยอาจใช้วิธีการติดฟิล์มกรองแสงหรือใช้แว่นกันแดดที่มีคุณสมบัติในการปกป้องรังสี UV ได้ดี หรือถ้าหากรู้สึกตาแห้งก็อาจใช้การหยอดน้ำตาเทียม เพื่อช่วยเพิ่มความหล่อลื่นให้แก่ดวงตาได้ดีมากขึ้น

    รุนแรงขึ้นมาอีกกับโรค “หมอนรองกระดูกเสื่อม” ที่สามารถเกิดได้จากการที่คุณขับรถเป็นเวลานานๆ โดยเริ่มแรกอาจมีอาการจากการปวดหลังเล็กๆน้อยๆก่อน จากนั้นจะเริ่มรู้สึกเหมือนปวดร้าวลงที่ขาทั้ง 2 ข้าง ซึ่งการดูแลที่ดีที่สุดคือการ หมั่นออกกำลังกายอยู่เสมอ แต่ไม่ควรออกแบบรุนแรงจนเกินไป เพราะจะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงมากขึ้นไปอีก นอกจากนี้ การจะต้องหลีกเลี่ยงการขับรถให้น้อยลง และเน้นการเดินทางในรูปแบบอื่นๆแทนก็จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคดังกล่าวได้

รักษาชีวิตให้ปลอดภัยหลังพวงมาลัย(รถยนต์)

ภาพจาก : http://www.foe.org/news/archives/2012-08-the-burden-of-apple-eating-or-how-i-learned-to-stop รักษาชีวิตให้ปลอดภัยหลังพวงมาลัย(รถยนต์)


    โรคสุดท้ายที่จะขอกล่าวถึงคือ “โรคที่เกี่ยวข้องกับระบบย่อยอาหารและการขับถ่าย” ด้วยความจำเป็นของใครบางคนที่จะต้องรีบตื่นนอนแต่เช้า และขับรถติดต่อกันหลายๆชั่วโมง อาจทำให้ช่วงเวลาการรับประทานอาหารถูกเลื่อนไปไม่ตรงกับมื้ออาหารที่ควรจะเป็น บางคนไม่สามารถจะหยุดพักรถเพื่อหาอาหารรับประทานได้ ก็จำเป็นต้องทนหิวต่อไป หรือใครที่ดีหน่อย ที่มักเตรียมอาหารสำรองไว้ติดรถ ก็ต้องอาศัยจังหวะรถติดในการรับประทานอาหารนั้นๆอย่างรวดเร็ว ซึ่งการที่เรารับประทานอาหารไม่ตรงเวลาหรือเร่งรีบมากเกินไป ย่อมส่งผลเสียต่อระบบการย่อยอาหารได้อย่างแน่นอน อีกประการหนึ่งที่สำคัญก็คือ การขับถ่าย ที่ไม่สามารถใช้เวลาที่เหมาะสมในการขับกากอาหารออกจากร่างกายได้ การกระทำเช่นนี้สามารถนำพาโรคท้องผูกหรือโรคลำไส้อักเสบที่แสนจะทรมานมาสู่คุณได้เลย ซึ่งการดูแลตัวเองให้ดีที่สุดเพื่อป้องกันโรคดังกล่าว คือ การหมั่นรับประทานอาหารที่มีกากใยสูงๆ และเผื่อเวลาในการถ่ายอุจจาระในทุกเช้าของทุกวัน เพราะการถ่ายอุจจาระในช่วงเวลาที่เหมาะสมและซ้ำกันในทุกวันจะช่วยให้ร่างกายคุ้นชิน และสามารถขับถ่ายออกมาได้อย่างง่ายดายโดยไม่ต้องอาศัยตัวช่วยอื่นๆแต่อย่างใด

    หากไม่อยากจะต้องทนอยู่บนรถนานๆ ก่อนจะสตาร์ทเครื่องยนต์ทุกๆครั้งก็ควรศึกษาเส้นทางที่จะไปให้ดีเสียก่อน การศึกษาเส้นทางอย่างละเอียดถี่ถ้วน จะทำให้เรารับรู้ได้ว่าเส้นทางไหนที่ใกล้ที่สุดหรือใช้เวลาในการเดินทางสั้นที่สุด หรือบางครั้งที่ถนนบางเส้นทางเกิดชำรุดหรืออยู่ระหว่างการบำรุงรักษาซ่อมแซม ก็จะทำให้เราสามารถหลีกเลี่ยงไปใช้ในเส้นทางอื่นๆแทนได้ และส่วนสุดท้ายก็คือ การตรวจเช็คสภาพอากาศก่อนออกเดินทาง หากเห็นว่าสภาพอากาศในวันนั้นๆมีทีท่าไม่ดี เช่น มีหมอกลงจัดหรือฝนตกหนัก ก็จะทำให้เรารับรู้หรือไหวตัวได้ทันก่อนจะเกิดเหตุจริง โดยเราอาจจะหลีกเลี่ยงการไปยังสถานที่นั้นๆ หรือไปและกลับก่อนเวลาที่จะมีฝนตก เพื่อละระยะเวลาในการเดินทางให้สั้นลงได้นั่นเอง