ลมแดด…ป้องกันได้อย่างไร

ลมแดด...ป้องกันได้อย่างไร

    ช่วงเวลาแห่งหน้าร้อน ถือเป็นเวลาแห่งการสูญเสียเหงื่อในปริมาณมหาศาล เนื่องจากแสงของดวงอาทิตย์ที่สาดส่องมายังพื้นดินนั้น มีอุณหภูมิที่สูงมากกว่าฤดูกาลอื่นเป็นไหนๆ ประกอบกับอุณหภูมิของโลกในปัจจุบันนี้ที่มีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆทุกปี และยิ่งหากคุณเป็นคนที่ต้องทำกิจกรรมหนักๆกลางแจ้งบ่อยครั้งด้วยแล้วละก็ ยิ่งจะเกิดความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยหรือไม่สบายในรูปแบบนี้ได้ง่ายๆ

    หนึ่งในอาการที่คนมักจะเป็นกันเมื่อต้องเผชิญหน้ากับแสงแดดแรงกล้า ก็คือ การเกิดโรคลมแดด หรือ Heat Stroke” ซึ่งหากคุณเกิดอาการเช่นนี้เพียงลำพัง และไม่มีใครช่วยปฐมพยาบาลให้ ก็อาจจะมีผลรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิติเลยก็เป็นได้
    อาการของโรคลมแดดนี้ เกิดมาจากการที่ร่างกายของเราไม่สามารถระบายความร้อนออกได้ทัน ทำให้เกิดการสะสมของความร้อนภายในร่างกาย และเมื่อเกิดการสะสมไปจนถึงจุดหนึ่ง ร่างกายก็จะทนไม่ไหว แล้วเป็นลมแดดในที่สุด


    อาการของโรคลมแดดสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 รูปแบบ ด้วยกัน ได้แก่ ‘แบบขั้นต้น (Classical Heat Stroke)’ การเกิดอาการเช่นนี้จะเกิดขึ้นเมื่อคุณยืนกลางแดดเป็นเวลานานๆ แล้วอยู่ดีๆ ก็รู้สึกอ่อนเพลีย หน้ามืด หรือเป็นลมไปเสียอย่างนั้น แต่ความรู้สึกข้างในก็ยังสามารถรับรู้เหตุการณ์รอบตัวได้อยู่ตลอด เพียงแต่ไม่มีแรงที่จะขยับเขยื้อนร่างกายให้เป็นปกติได้ หากผู้ป่วยกลุ่มนี้ได้รับการปฐมพยาบาลโดยการนั่งพักในที่ร่มที่มีอุณหภูมิต่ำลง และมีอากาศถ่ายเทสะดวก ก็จะช่วยให้อาการเป็นลมที่กำลังเป็นอยู่ ดีขึ้นมาได้เอง

    แต่สำหรับผู้ป่วยที่เป็นลมแดดในกรณีรุนแรง (Exertional Heat Stroke) จะมีลักษณะอาการที่อันตรายกว่าแบบแรกเป็นอย่างมาก โดยผู้ป่วยอาจมีอาการตัวร้อนจัด แต่เหงื่อไม่ออก คลื่นไส้ อาเจียน ปวดศีรษะ และเป็นลม ซึ่งในบางรายอาจรุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิตเลยก็เป็นได้ อาการแบบรุนแรงเช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นเลย หากผู้ป่วยได้รับการดูแลที่ถูกต้อง ดังวิธีการดังต่อไปนี้
หากพบว่า บุคคลข้างตัวกำลังบ่นว่าร้อน รู้สึกคลื่นไส้ เวียนศีรษะ และมีเหงื่อออกผิดสังเกต พร้อมๆกับมีอาการงงๆ พูดช้า เคลื่อนไหวร่างกายช้า หรือยืนโซเซ ให้รีบพาผู้ป่วยคนนั้นไปนั่งพักในที่ร่มหรือในห้องแอร์ที่เปิดเครื่องปรับอากาศทันที จากนั้นให้ถอดเสื้อผ้าผู้ป่วยออก ให้ผู้ป่วยนอนราบยกเท้าสูงกว่าศีรษะทั้งสองข้าง จากนั้นให้ใช้น้ำเย็นเช็ดตัวหรือประคบตามซอกตัว คอ รักแร้ เชิงกราน ศรีษะ ร่วมกับการใช้พัดลมเป่าระบายความร้อนให้แก่ผู้ป่วย เพื่อช่วยระบายความร้อนภายในร่างกายให้ออกมาสู่ภายนอกให้เร็วมากที่สุด ซึ่งหากไม่สามารถระบายความร้อนออกจากร่างกายของผู้ป่วยได้ทัน ร่างกายก็จะพยายามนำเลือดไปเลี้ยงที่ผิวหนังเพื่อขับให้เหงื่อไหลออก ในเวลาเดียวกัน ร่างกายก็จะส่งเลือดไปเลี้ยงไตเพื่อให้ขับปัสสาวะออกมาดับความร้อนในร่างกายเช่นกัน แต่หากการขับความร้อนทั้งสองวิธียังไม่ได้ผลเพียงพอ ก็จะมีผลให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอด้วย ซึ่งเมื่อสมองขาดเลือดก็ย่อมจะส่งผลให้โปรตีนที่สำคัญในร่างกายเกิดการเสื่อมสภาพลง หากปล่อยทิ้งไว้นานๆ อาการก็จะรุนแรงมากยิ่งขึ้น และมีโอกาสเกิดอาการไตวาย เกิดการบวมบริเวณปอดเนื่องจากการคั่งของของเหลว หัวใจเต้นผิดจังหวะ กล้ามเนื้อลายสลายตัว อาการช็อค หรือเกิดการสะสมของ fibrin จนไปอุดตันหลอดเลือดขนาดเล็ก หากได้รับการรักษาที่ไม่ทันท่วงที ก็อาจทำให้เสียชีวิตได้เช่นดัน การเป็นลมแดดจึงไม่ใช่เพียงอาการป่วยเล่นๆ แต่สามารถพรากเอาชีวิตของเราไปได้เลยทีเดียว

ลมแดด...ป้องกันได้อย่างไร

ภาพจาก : https://dancesafe.org/heatstroke/ ลมแดด…ป้องกันได้อย่างไร


    หากผู้ป่วยได้รับการปฐมพยาบาลอย่างถูกวิธี ก็จะช่วยลดโอกาสเสี่ยงของการเกิดอาการรุนแรงหรือการเสียชีวิตลงได้ และเมื่อผู้ป่วยมีอาการดีขึ้นแล้ว ก็ควรส่งตัวผู้ป่วยไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลอีกครั้ง โดยขณะส่งตัวผู้ป่วยไปโรงพยาบาล ควรให้ผู้ป่วยนอนยกเท้าสูงเหนือศีรษะ เพื่อให้เลือดไหลไปเลี้ยงสมองได้สะดวก แต่หากเป็นกรณีที่ผู้ป่วยไม่รู้สึกตัว ให้จับตัวผู้ป่วยนอนตะแคงหันไปข้างใดข้างหนึ่ง เพื่อป้องกันไม่ให้ลิ้นเข้าไปอุดทางเดินหายใจ

    หากไม่อยากให้ตนเองเกิดเหตุการณ์ที่น่ากลัวเช่นนี้ ก็ควรระมัดระวังตัวเองเอาไว้ให้มาก โดยไม่ควรเอาตัวเองไปยืนอยู่ท่ามกลางแสงแดดแผดจ้าที่นานเกินไป หรือหากเริ่มรู้สึกตัวว่าตนเองนั้นเริ่มมีอาการเหงื่อออกมากผิดปกติ เวียนศีรษะ ใจสั่น คลื่นไส้ หรืออยากจะอาเจียนแล้ว ก็ให้รีบหลบเข้าไปอยู่ในที่ร่มทันที เพื่อป้องกันไม่ให้ตนเองเกิดอาการเป็นลมแดดได้ หรือทางที่ดีกว่านั้นก็คือ การพยายามหาอุปกรณ์กันแดด เช่น เสื้อแขนยาว ร่ม หมวก เป็นต้น มาช่วยป้องกันตนเองทุกครั้งที่จำเป็นต้องออกแดด โดยเฉพาะบุคคลที่มีแนวโน้มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคลมแดดที่มากกว่าคนอื่นๆ เช่น ทหารที่อยู่ระหว่างการฝึกความอดทนกลางสภาพอากาศร้อน นักกีฬากลางแจ้ง หรือผู้ที่ทำงานกลางแดดบ่อยๆ และหากเป็นผู้สูงอายุ เด็ก คนนอนดึก คนดื่มเหล้าจัด และผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงด้วยแล้ว จะยิ่งเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคลมแดดมากขึ้นไปอีก

    อาการลมแดดสามารถป้องกันได้ หากคุณไม่ประมาทและคอยสังเกตความผิดปกติของตัวเองอย่างสม่ำเสมอ อย่าคิดว่าตนเองนั้นมีร่างกายกำยำแข็งแรงแล้ว จะไม่มีโอกาสเกิดอาการเช่นนี้ได้ เพราะอาการเป็นลมแดด สามารถเกิดได้กับทุกคนที่ลืมดูแลตนเองด้วยวิธีการที่ถูกต้อง