อาการชา

อาการชาน่ากลัว

อาการชาน่ากลัว

สาเหตุของโรคบางอย่างอาจะแสดงออกได้ในหลายๆทิศทาง ทั้งอาการทางตรงและอาการทางอ้อม ซึ่งอาการที่แสดงออกมาล้วนแต่เป็นสิ่งที่จะคอยเตือนให้เราระมัดระวัง และต้องรีบสังเกตตัวเองทั้งสิ้น อาการหนึ่งที่สำคัญก็คือ อาการ “ชาปลายนิ้วมือนิ้วเท้า” ที่ดูเหมือนจะเป็นแค่อาการเล็กๆ แต่อันตรายของมันยิ่งใหญ่กว่าที่คุณคาดคิด

อาการชาก็แบ่งออกได้อีกหลายกรณี การชาที่นิ้วหรืออวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย ก็เป็นเหตุผลมาจากความผิดปกติบางอย่าง ซึ่งวันนี้เราจะมาเจาะลึกในส่วนของอาการชาที่บริเวณปลายนิ้วกัน ชานิ้วไหนบอกโรคได้เลย

อาการชาปลายที่บริเวณนิ้วมือหรือปลายนิ้วเท้า เป็นสัญญาณของโรคหลายโรค หรือบางครั้งอาจจะเป็นแค่ความผิดปกติบางประการ เช่น

1. การนั่งอยู่ในท่าเดิม ๆ นานๆ หรือการทำกิจกรรมที่ต้องใช้มือเคลื่อนไหวซ้ำ ๆ ทำจนทำให้เกิดอาการชาเพราะเลือดไหลไปหล่อเลี้ยงร่างกายได้ไม่ทั่วถึง

2. การที่ร่างกายมีได้รับแร่ธาตุและวิตามินในปริมาณที่ไม่เพียงพอ

3. เกิดอาการข้างเคียงของโรคบางโรคซึ่งทำให้เกิดอาการช้า เช่น โรคเบาหวาน โรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท โรคลมชัก โรคงูสวัด หรือโรคหลอดเลือดสมอง เป็นต้น

หากคุณมีอาการชาแปล๊บ ๆ หรือชาเป็นระยะ อาจจะเป็นเพียงแค่อาการเริ่มต้น ให้ลองสะบัดข้อมือหรือปรับเปลี่ยนอิริยาบถที่นั่งท่าเดิมนานๆดูก่อน ว่าอาการเหล่านั้นสามารถหายไปได้หรือไม่ หรืออาจทานยาต้านการอักเสบของเส้นเอ็นและเส้นประสาท รวมถึงการรับประทานวิตามินบีเสริมก็สามารถช่วยได้เช่นกัน ในขณะที่ อาการชาที่มีความรุนแรงมากขึ้นและเกิดอาการอย่างต่อเนื่อง จะต้องรักษาอาการชาด้วยการให้ยาต้านการอักเสบของเส้นประสาทก่อน แต่ถ้าไม่หายก็จำเป็นต้องผ่าตัดเอ็นที่กดรัดเส้นประสาทนั้นออก

อาการชาน่ากลัว

อาการชาน่ากลัว — ภาพจาก : http://haamor.com/th/

แต่ถ้าอาการชาที่เกิดขึ้นที่บริเวณนิ้วมือหรือปลายนิ้วเท้าที่มีความจำเพาะเจาะจงตามบริเวณที่เกิดอาการ อาจจะมีความหมายที่ต่างกันไป โดยหากสังเกตว่ามีอาการชาในบริเวณที่ต่างๆกัน ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะมีสาเหตุมาจากโรคเดิมที่ผู้ป่วยเคยเป็นอยู่ เช่น เบาหวาน เป็นต้น ซึ่งแพทย์มักจะรักษาอาการชาตามอาการป่วยที่ผู้ป่วยเคยเป็นก่อน

การเกิดอาการที่แตกต่างกันตามอวัยวะทั่วทั้งร่างกายแสดงออกถึงสาเหตุที่จำเพาะเจาะจงต่างกันออกไป โดยความแตกต่างที่มีสามารถแยกออกเป็นหัวข้อย่อยๆ ได้ดังต่อไปนี้

1.สัญญาณของโรคเส้นประสาทมือถูกบีบรัด จะมีอาการชาเฉพาะนิ้วโป้ง นิ้วชี้ นิ้วกลาง และนิ้วนางซีกที่อยู่ติดกับนิ้วกลางเพียงครึ่งซีก เนื่องจากเยื่อหุ้มเอ็นที่อยู่ในช่องใต้กระดูกมือเกิดอาการบวม หรือทำให้กระดูกมือโต ซึ่งเมื่อเกิดการขยายขนาดก็จะทำให้ช่องใต้กระดูกมือแคบลง และทำให้เลือดไหลเวียนภายในไม่สะดวกในที่สุด

2.สัญญาณของโรคเส้นประสาทกดทับที่ฝ่ามือ จะมีอาการชานิ้วโป้ง นิ้วชี้ นิ้วกลาง และมีอาการปวดร้าวไปถึงแขนเลย โดยมักจะมีอาการปวดในตอนกลางคืนหรือตื่นนอน เพราะโรคนี้มีสาเหตุมาจากการใช้งานมือหนักเกินไป เกร็งเกินไป หรืออยู่ในท่าเดิมๆนานเกินไป เช่น อาชีพบางอาชีพที่ต้องจับมีด กรรไกร ไดร์เป่าผม หรือทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ เป็นต้น

3. สัญญาณการดำเนินชีวิตที่ไม่ถูกต้อง หรือทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งนานเกินไป บางครั้งจะมีอาการชาที่นิ้วก้อย ซึ่งเกิดจากการที่เส้นประสาทบริเวณรักแร้ที่ยาวไปถึงนิ้วก้อยเกิดความผิดปกติ เพราะร่างกายมีการงอและเกร็งข้อศอกเป็นเวลานาน เช่น ถือหูโทรศัพท์ เป็นต้น

4. สัญญาณปลายประสาทอักเสบหรือปลายประสาทเสื่อม หรือเป็นจากสาเหตุที่ร่างกายเกิดภาวะขาดวิตามินบี 1 บี 6 หรือบี 12 สัญญาณนี้จะมีอาการชาบริเวณปลายเท้าและปลายมือ ซึ่งมีรากสาเหตุมาจากการป่วยเป็นโรคไตหรือจากการรับประทานยาหรือสารพิษบางชนิด เป็นต้น

5. สัญญาการใช้งานมือหนักเกินไป เช่น ขี่มอเตอร์ไซค์หรือจักรยานต่อเนื่อง เล่นโทรศัพท์สมาร์ทโฟนตลอดทั้งวัน จนทำให้เกิดอาการเอ็นกดทับเส้นประสาทตรงข้อมือได้ ทำให้เกิดอาการชาที่ปลายนิ้วมือเกือบทุกนิ้ว และมักจะเกิดอาการชาเช่นนี้ในช่วงกลางคืนหรือก่อนนอน

6. สัญญาณเส้นประสาทบริเวณใต้เข่าด้านนอกถูกกดทับ ซึ่งมักจะมีอาการชาบริเวณหลังเท้ายาวไปจนถึงหน้าแข้ง แต่จะไม่มีอาการชาที่มือแต่อย่างใด ซึ่งเกิดได้บ่อยๆในคนที่ชอบนั่งไขว้ห้าง จำเป็นต้องนั่งขัดสมาธิหรือนั่งพับเพียบเป็นเวลานาน ซึ่งการนั่งในลักษณะนี้เป็นท่านั่งที่ไม่เหมาะสม การนั่งนานๆจะทำให้เลือดไหลเวียงไปบริเวณช่วงขาไม่สะดวก หรือไหลเวียนติดขัดได้

7. สัญญาณหมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อนทับเส้นประสาท เป็นสัญญาณที่น่ากลัวมาก เพราะอาจจะทำให้คุณกลายเป็นคนพิการไปตลอดชีวิตได้เลย อาการที่พบคือ อาการชาทั้งเท้า และเลยไปถึงสะโพก

จะสังเกตได้ว่า อาการชามีความแตกต่างกันในหลายส่วน ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกท่านควรเรียนรู้และรับมือให้ได้ เพราะความแตกต่างของอาการชาไม่ได้เป็นแค่ความรู้สึกเท่านั้น แต่สามารถบอกได้ถึงความรุนแรงของอาการป่วยที่แต่ละคนกำลังจะเผชิญหน้ากับมันในอนาคต ถ้าจะให้ดี ควรจะต้องรู้ไวและตอบสนองต่อมันให้เร็วที่สุด ไม่มัวแต่รอคอยให้เกิดอาการหนักก่อนค่อยแก้ไข เพราะถึงเวลานั้นอาจจะไม่ทันเวลาแล้ว ทั้งนี้ ก็เพื่อให้คุณมีร่างกายที่แข็งแรง ไม่เจ็บป่วยในแบบที่ไม่ต้องการอีกต่อไปนั่นเอง