อาหารย่อยยากลำบากท้อง

    ต้องยอมรับว่าเมื่อคนเราแก่ตัวลง ระบบย่อยอาหารก็คงจะทำงานได้ไม่สมบูรณ์ดังเดิม ปริมาณอาหารที่เดิมร่างกายเคยรับได้แบบไร้พุง วันนี้ก็ต้องลดปริมาณลงและหันมาออกกำลังกายให้มากขึ้นแทน นอกจากนี้ก็ยังต้องเพิ่มการดูแลเอาใจใส่และคัดเลือกอาหารที่จะนำเข้าสู่ร่างกายอีกด้วย เพราะหากเราเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายและย่อยง่าย ก็จะช่วยให้ระบบทางเดินอาหารของเราไม่ต้องทำงานหนักมากจนเกินไปนั่นเอง

    ดังนั้น สิ่งหนึ่งที่ทุกคนควรจะต้องรู้คือ “อาหารย่อยยากมีอะไรบ้าง?” ทั้งนี้ก็เพื่อที่เราจะได้รับรู้ หลบหลีก และเลือกสรรแต่อาหารที่ดีและมีประโยชน์ต่อระบบย่อยอาหารของเราให้ได้มากที่สุดนั่นเอง

อาหารย่อยยากลำบากท้อง
ภาพจาก : http://driverlayer.com/img/nut/12/ อาหารย่อยยากลำบากท้อง


1. ถั่ว    

    แม้ถั่วจะเป็นแหล่งของโปรตีนที่ดีสำหรับผู้ที่ไม่ต้องการรับประทานเนื้อสัตว์ แต่ถั่วก็เป็นแหล่งโปรตีนที่ร่างกายของเราย่อยได้ยากกว่าเช่นกัน เคยได้ยินข้อเท็จจริงที่กล่าวไว้ว่า “ทานถั่วแล้วจะทำให้ผายลม” หรือไม่ค่ะ สาเหตุที่ทำให้ผายลมก็เกี่ยวเนื่องกับการย่อยในร่างกายเรานี่ละค่ะ ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะเอนไซม์ที่ย่อยถั่วจะพบได้ในเฉพาะแบคทีเรียซึ่งมีชีวิตอยู่ในกระเพาะอาหาร การที่คุณไม่ได้รับประทานถั่วเป็นประจำ จะทำให้ร่างกายมีเอนไซม์ไม่เพียงพอต่อการย่อยถั่วที่เราบริโภคเข้าไป ซึ่งส่งผลให้เกิดแก๊สในร่างกาย จนเกิดเป็นอาการท้องอืดหรืออาการผายลมออกมานั่นเอง

 

2. ไอศกรีม

    คุณอาจจะไม่เชื่อว่าขนมหวานของโปรดอย่าง “ไอศกรีม” ก็เข้าข่ายอาหารที่จะทำให้คุณย่อยยากได้เช่นกัน ทั้งๆที่ดูเหมือนจะเป็นอาหารย่อยง่าย แต่ไอศกรีมกลับเป็นอีกหนึ่งชนิดอาหารที่ทำความลำบากให้แก่ท้องของเราไม่น้อยเลยเชียวค่ะ ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะไอศกรีมเป็นอาหารที่มีส่วนผสมของนม คนไหนที่มีอาการแพ้แลกโตสเนื่องจากขาดน้ำย่อยแลกเตส ก็จะเริ่มพบปัญหาเมื่อคุณรับประทานไอศกรีมเข้าไปในปริมาณมากๆ อาการที่เกิดขึ้นอาจจะทำให้คุณรู้สึกปั่นป่วนในกระเพาะอาหาร หรือเริ่มมีอาการท้องอืดเนื่องจากแก๊สที่มากเกินไป จนนำไปสู่การผายลมที่ห้ามเอาไว้ไม่อยู่ นอกจากนี้ ไอศกรีมยังเป็นอาหารที่มีปริมาณครีมหรือไขมันค่อนข้างสูง ซึ่งไขมันเหล่านี้จะเป็นตัวขัดขวางการย่อยอาหารในร่างกายของเรา และเป็นผลให้ไอศกรีมมีโอกาสติดค้างอยู่ในกระเพาะอาหารนานกว่าอาหารชนิดอื่นๆนั่นเอง

 

3. บร็อกโคลี่และกะหล่ำปลีดิบ

    ทุกคนล้วนทราบกันดีอยู่ว่า การรับประทานผักเป็นสิ่งที่ดีต่อร่างกาย เนื่องจากใยอาหารที่ได้จากผักจะเข้าไปช่วยในระบบขับถ่าย และทำให้เราสบายท้องได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม แม้ว่าผักจะมีประโยชน์ในการช่วยด้านการขับถ่ายและมีคุณค่าทางสารอาหารสูงมากก็จริง แต่ผักบางชนิดหากรับประทานผิดวิธีก็อาจจะเป็นผลเสียต่อระบบย่อยอาหารได้เช่นกัน ซึ่งสองชนิดผักที่มีผลต่อการย่อยอาหารที่ยากลำบากมากขึ้นที่จะขอกล่าวถึงในที่นี้ ก็คือ บร็อกโคลี่และกะหล่ำปลีดิบ ซึ่งแม้ว่าผักสองชนิดนี้จะเป็นผักยอดนิยมและมีสารอาหารสูงมากเพียงใดก็ตาม การรับประทานแบบยังไม่สุก จะมีผลให้เกิดแก๊สในกระเพาะอาหารได้ ทางแก้ที่ดีที่สุดคือ การนำเอาผักเหล่านี้ไปผ่านการร้อนด้วยวิธีการลวกเพียงเล็กน้อย ก็เพียงพอที่จะทำให้สารซัลเฟอร์ที่อยู่ภายในสลายไปได้แล้ว และการรับประทานผักเหล่านี้ก็จะไม่ทำให้เกิดอาการย่อยยากอีกต่อไป

 

4. หมากฝรั่งปราศจากน้ำตาล

    หมากฝรั่งหรือผลิตภัณฑ์ของหวานที่กล่าวอ้างว่าไม่มีน้ำตาล มักจะมีส่วนประกอบของน้ำตาลแอลกอฮอล์ที่มีชื่อว่า ซอร์บิทอล (Sorbitol) สารชนิดนี้จะเป็นสารที่ทำให้อาหารเหล่านี้มีรสหวาน เพิ่มความสดชื่น และให้พลังงานต่ำ จนเป็นที่ติดอกติดใจของใครหลายๆคน อย่างไรก็ตาม การรับประทานอาหารที่มีน้ำตาลชนิดนี้ในปริมาณมากอาจเกิดผลเสียที่คุณไม่คาดคิดได้ เพราะน้ำตาลที่มักใช้เป็นส่วนประกอบในขนมหวานสูตรไม่มีน้ำตาลอย่างหมากฝรั่งหรือลูกอมนี้ อาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดแก๊สในกระเพาะอาหารที่มากเกินกว่าปกติได้ ดังนั้น ก่อนจะซื้อหมากฝรั่งหรือลูกอมมาเคี้ยวครั้งต่อไป ก็ลองพลิกฉลากมาพิจารณาปริมาณน้ำตาลซอร์ทอลกันก่อน หากเห็นว่ามีมากกว่า 10 กรัม ก็แสดงว่าอาหารที่คุณกำลังถืออยู่ในมือนี้เสี่ยงต่อการย่อยที่ยากเกินกว่าปกติได้ ส่วนอาหารชนิดไหนที่มีปริมาณซอร์บิทอลไม่มากเกินกว่า 10 กรัม ก็ยังถือว่าสามารถรับประทานได้อย่างปลอดภัยอยู่ เพียงแต่ต้องจำกัดปริมาณการบริโภคไม่ให้มากเกินไปเท่านั้นเอง

 

อาหารย่อยยากลำบากท้อง
ภาพจาก : http://www.bbc.co.uk/food/onion อาหารย่อยยากลำบากท้อง


5. หัวหอมดิบ

    อีกหนึ่งชนิดอาหารที่มักสร้างความเดือดร้อนให้แก่ท้องของคุณอยู่เสมอก็คือ หัวหอมดิบ เพราะในหัวหอมจะมีสารไฟโตนิวเทรียนต์ ที่แม้ว่าบางชนิดอาจให้คุณแก่สุขภาพและเป็นผลดีต่อหัวใจของคุณ แต่ในขณะเดียวกัน บางชนิดก็มีส่วนทำให้คุณเกิดอาการปวดท้องได้เช่นกัน ดังนั้นการรับประทานหัวหอมให้ปลอดภัย จึงควรบริโภคในรูปแบบที่ผ่านการปรุงสุกแล้วจะเป็นผลดีต่อร่างกายที่มากกว่า

 

    ถ้ายังไม่อยากมีปัญหาเรื่องการย่อย ก็ควรจะหันมาเอาใจใส่ในชนิดของอาหารที่รับประทานกันดูสักนิด เพื่อชีวิตที่ปลอดภัยมากกว่าเดิม