เกิดอะไรขึ้นเมื่อรักษาโรคร้ายด้วยศาสตร์แห่งการ “ครอบแก้ว”

หากคนเราเจ็บป่วยหรือไม่สบาย เราสามารถเลือกวิธีการรักษาได้หลากหลายรูปแบบ บางคนก็เลือกที่จะซื้อยามาทานเอง บางคนก็เลือกที่จะเก็บสมุนไพรที่มีประโยชน์มาบำรุงร่างกาย หรือไม่ก็อาจเลือกที่จะไปหาหมอแผนปัจจุบันเพื่อตรวจโรค ในขณะที่บางคนก็เลือกที่จะอยู่เฉยๆรอให้มันหายไปเอง อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกหนึ่งวิธีที่ทั่วโลกนิยมกันมาก และเชื่อว่าสามารถช่วยให้หายจากโรคภัยไข้เจ็บได้ วิธีที่ว่านี้ ก็คือ “การรักษาด้วยการครอบแก้ว” นั่นเอง

    ศาสตร์การรักษาโรคด้วยวิธีที่ไม่เหมือนใครนี้มีต้นตำรับมาจากประเทศจีน ผู้นิยมรักษาตามแบบธรรมชาติ ซึ่ง การครอบแก้ว ก็เป็นอีกหนึ่งศาสตร์การรักษาโรคที่คนทั่วไปรู้จักกันดี และเชื่อกันว่าได้ผลดีไม่แพ้การรักษาด้วยวิธีไหนๆ ทำให้คนมากหน้าหลายตาต่างตบเท้าเดินทางตามหาซินแสที่เชี่ยวชาญด้านการครอบแก้ว และเข้าพิสูจน์ฝีมือการรักษาโรคด้วยวิธีนี้กันยกใหญ่

    ผู้คนจากทั่วทุกสารทิศไม่เว้นแม้แต่นักแสดงหรือดาราชื่อดังหลายคน ก็ต่างมีความสนใจในการรักษาด้วยวิธี “ครอบแก้ว” ด้วย ยกตัวอย่างเช่น กวินเน็ธ พัลโทรว์, เจนนิเฟอร์ อนิสตัน, วิคตอเรีย เบคแฮม และเลดี้ กาก้า ที่ล้วนผ่านการรักษาด้วยการครอบแก้วมาแล้วทั้งสิ้น

    อะไรคือเหตุผลที่ทำให้คนทั่วโลกหลงใหลในการรักษาโรคด้วยการครอบแก้วเช่นนี้ ตามมาหาคำตอบไปด้วยกันเลยค่ะ

    แพทย์จีน บุญเหลือ รุ่งสกาวเลิศ แพทย์แผนกปราณะ แห่งโรงพยาบาลกล้วยน้ำไท 1 ได้อธิบายถึงหลักการการรักษาโรคด้วยวิธีการครอบแก้วให้ฟังว่า “การครอบแก้ว คือ การใช้แก้วเพื่อรักษาโรค โดยการทำให้ข้างในแก้วเกิดเป็นภาวะสุญญากาศ จนทำให้เกิดแรงดึงขึ้นที่ผิวหนัง บริเวณผิวหนังที่ถูกดึงก็จะเกิดการระบาย และช่วยให้หายจากโรคบางประการได้”

    ในสมัยโบราณการครอบแก้วไม่ได้มีลักษณะเช่นนี้ แต่ใช้อุปกรณ์เป็น ‘เขาควาย’ ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่สะดวกใช้ในอดีต แต่พอมาถึงในปัจจุบัน เมื่อวิวัฒนาการก้าวล้ำมากขึ้น การรักษาจึงเปลี่ยนมาใช้เป็น  ‘แก้ว’ แทน เนื่องจากหาได้ง่าย และที่สำคัญคือสามารถสังเกตถึงการเปลี่ยนแปลงข้างในแก้วได้ดีกว่า การรักษาจึงมีผลดีมากยิ่งขึ้น

    อาจจะดูเหมือนว่าการครอบแก้วเป็นเรื่องง่ายๆที่ไม่น่าจะต้องใช้ฝีมือมากเท่าไรนัก แต่รู้ไว้เลยว่า การครอบแก้วไม่ใช่เรื่องเล่นๆ และจำเป็นต้องอาศัยแพทย์ผู้รักษาที่มีความชำนาญเป็นอย่างมาก เพราะหากทำผิดพลาดไป อาจมีอันตรายต่อชีวิตได้เลย

    แพทย์ที่ชำนาญเรื่องการครอบแก้ว จะรู้ดีว่าการรักษาโรคหนึ่งๆนั้นจะต้องครอบแก้วไปที่ตรงไหนจึงจะสามารถบรรเทาอาการปวดได้ ในขณะที่คนไหนที่ไม่เชี่ยวชาญ การครอบที่ผิดตำแหน่ง ใช้ความแรงผิดระดับ หรือทิ้งเวลานานไม่เหมาะสม อาจส่งผลให้ผู้รักษาเกิดความเจ็บปวดเป็นอย่างมาก เกิดการอักเสบ หรืออาจได้ผลการรักษาที่ไม่ดีเท่าที่ควรได้

    หากถามว่าการรักษาอาการบาดเจ็บด้วยการครอบแก้ว สามารถรักษาโรคอะไรได้บ้าง คุณอาจจะต้องร้องว้าว! เพราะไม่คิดว่าเพียงแค่การครอบแก้วลงไปบนผิวหนังจะมีประโยชน์มากมายขนาดนี้ ถ้าอยากรู้แล้วลองไปดูพร้อมกันเลย

    1. รักษาโรคออฟฟิศซินโดรม

การนั่งทำงานท่าเดิมนานๆ อาจมีผลให้เกิดอาการปวดเมื่อยได้ ทั้งนี้ก็เพราะมีเลือดบางส่วนคั่งอยู่หรือเกิดการระบายไม่ทัน การครอบแก้วจะช่วยดึงให้เส้นเลือดและกล้ามเนื้อบริเวณนี้เกิดการระบาย ทำให้สามารถบรรเทาอาการปวดเมื่อยได้เป็นอย่างดี


    2. รักษาโรคระบบทางเดินอาหารและทางเดินหายใจ

โดยเฉพาะอาการไอเรื้อรัง หอบ อัมพฤกษ์หรืออัมพาต


3. รักษาโรคซึมเศร้า  

เนื่องจากความร้อนจะไปกระตุ้นพลังงานชิ (Qi) ทำให้ผู้เข้ารับการรักษาได้รับการพัฒนาด้านจิตใจได้ดีขึ้นด้วย

 

    4. รักษาสิว

ผิวพรรณเปล่งปลั่ง และมีเลือดฝาด เนื่องจากการหมุนเวียนเลือดที่ดีขึ้น

เกิดอะไรขึ้นเมื่อรักษาโรคร้ายด้วยศาสตร์แห่งการ “ครอบแก้ว”
ภาพจาก : http://www.manager.co.th/celebonline/viewnews.aspx?NewsID=9560000049140 เกิดอะไรขึ้นเมื่อรักษาโรคร้ายด้วยศาสตร์แห่งการ “ครอบแก้ว”



แม้ว่าการครอบแก้วจะมีประโยชน์มากมายสารพัด แต่ก็ยังสิ่งต้องห้ามสำหรับหญิงตั้งครรภ์, คนเป็นโรคผิวหนังบางอย่าง (อาจทำให้ติดเชื้อหรืออักเสบมากขึ้น), ผู้ป่วยโรคหัวใจ, ผู้ที่เลือดออกแล้วหยุดยาก, ผู้ที่เป็นโรคฮีโมฟีเลีย,  ผู้ป่วยโรคเกล็ดเลือดตำ และผู้ป่วยโรคมะเร็งระยะลุกลาม  ซึ่งอาจมีผลให้อาการที่เป็นอยู่เลวร้ายมากขึ้นได้

ส่วนใครที่กำลังเป็นกังวลว่า การครอบแก้วจะเกิดเป็นแผลแดงตลอดไปหรือไม่ ก็อยากให้วางใจได้เลย เพราะรอยจ้ำแดงเหล่านี้ ไม่เป็นอันตรายใดๆ ใช้เวลาเพียงแค่  1-2 สัปดาห์ รอยแดงที่เคยมีก็จะจางหายไป ในทางตรงกันข้าม ดีเสียอีกที่มีรอยแดงเช่นนี้ เพราะมันคือสัญญาณที่บ่งบอกว่า การรักษาได้ผลดี และร่างกายได้มีการระบายเลือดที่คั่งอยู่ออกไป ซึ่งเมื่อคุณทิ้งเวลาให้ผ่านไปเพียงไม่กี่วัน โอกาสที่คุณจะกลับมามีสุขภาพดีก็สามารถเกิดขึ้นได้อย่างแน่นอน

จะเป็นการดีที่สุด หากคุณได้ลองศึกษาวิธีการครอบแก้วที่เหมาะสม รวมถึงตามหาผู้เชี่ยวชาญที่น่าเชื่อถือในศาสตร์นี้ เพราะสิ่งนี้จะช่วยสร้างความมั่นใจให้แก่คุณได้ ว่าการครอบแก้วนี้จะสำเร็จและได้ผลตามอย่างที่คุณคาดหวังเอาไว้ เพราะหากคุณมองข้ามและขาดการศึกษาข้อมูลที่ถูกต้องในส่วนนี้ไป อาจทำให้คุณต้องมานั่งเสียใจภายหลังกับผลลัพภ์ที่ไม่เป็นไปอย่างใจนึก ทั้งเสียเวลาและความรู้สึกจริงๆค่ะ