เก๊าท์ ฝันร้ายของชายหนุ่ม

Gout-nightmare-of-a-young-man เก๊าท์ ฝันร้ายของชายหนุ่ม

อาการปวดตามข้อและกระดูก ถือเป็นอาการปวดที่สำคัญ เพราะสามารถบ่งบอกโรคที่อาจจะเกิดขึ้นกับร่างกายได้ การปวดลักษณะดังกล่าวจำเป็นจะต้องมีการตรวจเพื่อค้นหาสาเหตุว่าเกิดจากอะไร เพื่อหาแนวทางในการรักษาโรคได้อย่างถูกต้อง ซึ่งหากคุณเป็นคนหนึ่งที่ชอบรับประทานอาหารจำพวกเครื่องในสัตว์ เนื้อสัตว์ปีก ยอดผักใบเขียว ถั่วต่างๆ และชอบดื่มเครื่องดื่มประเภทแอลกฮอล์อยู่เป็นประจำ และเริ่มมีอาการปวดตามข้อเข่าหรือข้อเท้า พึงระวังไว้ให้ดี เพราะนี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของโรคเก๊าท์ก็เป็นได้

Gout-nightmare-of-a-young-man เก๊าท์  ฝันร้ายของชายหนุ่ม

ภาพจาก : http://www.thefootcarecentre.co.uk/foot-conditions/gout/

          ตามสถิติแล้ว โรคเก๊าท์มักพบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิงถึง 9 เท่า โดยส่วนใหญ่มักพบในช่วงวัยกลางคนขึ้นไป ส่วนผู้หญิงมักเป็นหลังจากหมดประจำเดือน โดยโรคเก๊าท์ถือเป็นภาวะความผิดปกติของร่างกายที่เกิดจากการที่เลือดมีกรดยูริกสูง และเมื่อมีปริมาณกรดยูริกสูง ก็จะทำให้ร่างกายมีการสะสมกรดยูริกตามข้อต่างๆของร่างกาย จนเกิดการตกผลึกของเกลือยูเรตในข้อ และเกิดอาการข้ออักเสบในที่สุด ผู้ป่วยมักจะมีอาการปวดตามข้อต่างๆบริเวณส่วนล่างของร่างกาย เช่น ข้อเข่า ข้อเท้า เป็นต้น  โดยมักจะเป็นที่ข้อเท้าหรือข้อโคนหัวแม่เท้าก่อน ข้อที่เป็นมักจะอักเสบอย่างรุนแรงคือ ปวด บวม แดง และร้อน อาการปวดจะมากขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงจุดสูงสุดภายใน 24-48 ชั่วโมง หลังจากนั้นอาการจะทุเลาลงเองได้ แต่หากไม่ได้รับการดูแลรักษาที่ถูกต้องก็จะเกิดการอักเสบบ่อยขึ้น และอาการปวดอาจลามมาถึงข้อในบริเวณส่วนบนของร่างกายได้ เช่น ข้อศอก ข้อมือ ข้อนิ้วมือ เป็นต้น หากปล่อยไว้เนิ่นนาน อาการอักเสบแต่ละครั้งก็จะนานขึ้น รุนแรงขึ้น และรักษาได้ยากขึ้นเรื่อย ๆ จนในที่สุดจะกลายเป็นข้ออักเสบเรื้อรังที่ไม่สามารถรักษาให้หายสนิทหรือเกิดการทำลายของข้อทำให้เกิดความพิการตามมาได้

           จากการศึกษาในผู้ป่วยที่เป็นโรคเก๊าท์ จะพบว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่ประมาณร้อยละ 90 มีความผิดปกติในการขับกรดยูริกออกทางไต กล่าวคือ ที่ความเข้มข้นของระดับกรดยูริกในเลือดที่เท่ากัน คนที่เป็นโรคเก๊าท์จะมีการขับกรดยูริกออกทางไตได้น้อยกว่าคนปกติที่ไม่มีระดับกรดยูริกในเลือดสูงถึงร้อยละ 40 หรือหมายความอีกนัยหนึ่งว่า ความผิดปกติหลักในผู้ป่วยโรคเก๊าท์อยู่ที่ความผิดปกติในการขับกรดยูริกออกทางไต

           โรคเก๊าท์มีปัจจัยกระตุ้นที่สำคัญคือ การรับประทานอาหาร โดยอาหารในกลุ่มเครื่องในสัตว์ สัตว์ปีก ยอดผักใบเขียว ถั่วต่างๆ และเครื่องดื่มประเภทแอลกฮอล์ เป็นกลุ่มอาหารที่ควรหลีกเลี่ยง หากไม่ต้องการจะเผชิญหน้ากับโรคร้ายชนิดนี้
           การจะวินิจฉัยว่าอาการปวดข้อที่เป็นอยู่นั้น เป็นหนึ่งในอาการของโรคเก๊าท์หรือไม่ จะต้องทำการตรวจหาผลึกของเกลือยูเรตจากน้ำไขข้อซึ่งได้มาจากการเจาะตรวจน้ำไขข้อขณะที่มีการปวดบวม แต่สำหรับในกรณีที่ไม่มีโอกาสได้ตรวจด้วยวิธีการข้างต้น แพทย์มักจะพิจารณาจากการซักถามประวัติและพฤติกรรมการบริโภคของผู้ป่วย ร่วมกับการตรวจร่างกายด้วยการเจาะเลือด เพื่อนำผลมาใช้ในการวินิจฉัยโรคสำหรับระดับกรดยูริคในเลือดที่อยู่ในขั้นที่มีโอกาสเสี่ยงในการเป็นโรคเก๊าท์ คือ มีค่ามากกว่า 7 มก./ดล. ติดต่อกันหลายครั้ง ซึ่งบางคนอาจมีความเข้าใจผิดว่า การตรวจเลือดเพื่อวัดระดับกรดยูริคเป็นการชี้วัดว่าบุคคลนั้นๆเป็นโรคเก๊าท์หรือไม่ แต่แท้ที่จริงแล้วจำเป็นที่จะต้องใช้การซักประวัติร่วมด้วย เพราะการตรวจพบระดับกรดยูริคในเลือดสูงเพียงอย่างเดียวมิได้หมายความว่าผู้ป่วยจะต้องเป็นโรคเก๊าท์เสมอไป อาจมีสาเหตุอื่น ๆ มากมายที่ทำให้ตรวจพบระดับกรดยูริคในเลือดสูง ทั้งๆที่ผู้ป่วยคนนั้นมิได้เป็นโรคเก๊าท์ก็เป็นได้                    

            โดยปกติทั่วไป การรักษาอาการของโรคเก๊าท์ในเบื้องต้น จะเป็นการให้ยาบรรเทาอาการปวด และลดการอักเสบของข้อ การตรวจวินิจฉัยของแพทย์จะทำการตรวจร่างกายร่วมกับการตรวจเลือดประเภท กรดยูริกในร่างกาย รวมทั้งมีการตรวจประเมินเป็นระยะเพื่อดูปริมาณของกรดยูริกในร่างกายว่ามีมากน้อยลดลงหรือไม่   ในผู้ป่วยโรคเก๊าท์แพทย์จะให้ปรับยาลดกรดยูริคจนได้ ระดับต่ำกว่า 6 มก./ดล. ส่วนในรายที่มีปุ่มก้อนโทฟัสจะควบคุมระดับกรดยูริคในเลือดจนต่ำกว่า 5 มก./ดล. แต่ทั้งนี้แพทย์อาจปรับเปลี่ยนเป้าหมายได้ตามความเหมาะสมของผู้ป่วยแต่ละราย

           ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการติดสุราเรื้อรังร่วมด้วย จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเลิกสุราให้ได้เสียก่อน เพราะสุรามีส่วนทำให้ระดับกรดยูริคในเลือดสูง อีกทั้ง การรักษาโรคเก๊าท์จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือ จากผู้ป่วยอย่างมาก หากยังคงติดสุราเรื้อรังก็ยากที่จะรักษาโรคนี้ให้ได้ผลดี นอกจากนี้ ยังควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีผลทำให้กรดยูริคในเลือดสูง ดื่มน้ำมาก ๆ และดื่มนมไขมันต่ำเป็นประจำ รวมไปถึงการควบคุมน้ำหนักตัวให้เหมาะสมไม่อ้วนหรือผอมจนเกินไป

            โรคเก๊าท์เป็นโรคที่สามารถรักษาให้หายขาดได้ เพียงแต่ผู้ป่วยจะต้องทำตามที่แพทย์แนะนำอย่างเคร่งครัด รับประทานยาที่แพทย์สั่งอย่างต่อเนื่อง และมาตรวจตามนัดอย่างสม่ำเสมอ ไม่เพียงเท่านั้นการรู้จักดูแลตัวเองด้วยการรับประทานอาหารที่ดีมีประโยขน์ ก็เป็นหนึ่งในวิธีที่จะช่วยลดการกำเริบของโรคที่อาจเกิดขึ้นได้ และทำให้คุณไม่ต้องทนทุกข์ทรมานจากอาการปวดข้ออีกต่อไป