เติมเต็มชีวิตด้วย ‘สเต็มเซลล์’

เติมเต็มชีวิตด้วย ‘สเต็มเซลล์’

    อโรคยา ปรมาลาภา  การไม่มีโรค เป็นลาภอันประเสริฐ” เป็นวลีที่เป็นจริงเสมอ เพราะในโลกนี้คงไม่มีใครอยากจะเจ็บป่วยบ่อยๆ กินยาเป็นว่าเล่น หรือเข้าออกโรงพยาบาลตลอดเวลา การมีชีวิตที่สมบูรณ์แข็งแรงแบบไม่มีโรคภัยไข้เจ็บจึงถือเป็นสิ่งที่ทุกคนปรารถนา และต้องการจะให้เกิดกับตนเองให้ได้นานมากที่สุด

    อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่เราจะมีชีวิตอยู่อย่างไร้โรคภัยไข้เจ็บเช่นนี้ตลอดเวลาและตลอดไป เพราะด้วยสภาวะแวดล้อมที่แปรเปลี่ยนไป อาหารการกินที่เร่งด่วน บวกกับการใช้ชีวิตที่ทุ่มเทเวลาส่วนใหญ่ไปกับการทำงาน จึงยังผลให้คนในยุคปัจจุบันมีแนวโน้มที่จะพบความเจ็บป่วยจากโรคที่ร้ายแรงมากยิ่งขึ้น แต่ด้วยวิวัฒนาการทางการแพทย์ที่ก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง จึงทำให้มีผู้เชี่ยวชาญมากมายคิดค้นวิธีการในการรักษาโรคหรือเยียวยาความเจ็บป่วยที่ในอดีตไม่มีทางรักษาให้หายได้ แต่ในปัจจุบันสามารถทำได้อย่างง่ายดาย ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ เทคโนโลยีที่เรียกว่า “การรักษาด้วยสเต็มเซลล์” นั่นเอง

เติมเต็มชีวิตด้วย ‘สเต็มเซลล์’

ภาพจาก : http://www.foxnews.com/health/2013/09/11/scammers-offering-phoney-stem-cell-therapies-to-treat-incurable-diseases/ เติมเต็มชีวิตด้วย ‘สเต็มเซลล์’


สเต็มเซลล์ (Stem Cell) หรือเซลล์ต้นกำเนิด คือเซลล์ชนิดพิเศษที่พบได้ทุกช่วงเวลาของการเจริญเติบโตในสิ่งมีชีวิต เซลล์ชนิดนี้สามารถแบ่งตัวขึ้นมาใหม่ได้ครั้งแล้วครั้งเล่าอย่างไม่มีจำกัดจำนวน และเป็นเซลล์ที่ไม่ได้ทำหน้าที่เฉพาะเจาะจง แต่สามารถเปลี่ยนไปเป็นเซลล์ที่ทำหน้าที่เฉพาะเจาะจงได้ ดังนั้นจึงสามารถเปลี่ยนแปลงสเต็มเซลล์ไปเป็นเซลล์ได้เกือบทุกชนิดในร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นเซลล์ผิวหนัง สมอง หัวใจ กล้ามเนื้อ และเซลล์เม็ดเลือด สเต็มเซลล์จึงมีหน้าที่สำคัญในการแบ่งตัวเพิ่มจำนวนและเปลี่ยนแปลงไปเป็นเซลล์ชนิดต่างๆ เพื่อทดแทนเซลล์ที่เสื่อมสภาพจากการใช้ชีวิตหนักๆในร่างกาย โดยมีหลักการที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ การใช้สเต็มเซลล์ของตัวเองไปเพาะเลี้ยงภายนอกให้เพิ่มจำนวนมากขึ้น แล้วนำกลับเข้ามาสู่ร่างกายของตัวเองอีกครั้ง จะไม่ก่อเกิดการต่อต้านภายในร่างกาย ด้วยเหตุนี้เอง นักวิทยาศาสตร์จึงคิดว่า สเต็มเซลล์น่าจะวิธีการที่สำคัญที่สามารถนำมาใช้เพื่อรักษาผู้ป่วยจากโรคภัยต่างๆได้

สเต็มเซลล์ถูกค้นพบมานานตั้งแต่ในช่วงปี พ.ศ. 2503–2513 โดยในยุคแรกๆของการศึกษาวิเคราะห์เกี่ยวกับสเต็มเซลล์ นักวิทยาศาสตร์จะเริ่มทำการศึกษาวิจัยสเต็มเซลล์ที่ได้จากร่างกายโดยใช้เนื้อเยื่อที่โตเต็มวัย เพื่อใช้ทดลองรักษาในผู้ป่วยเด็กที่เป็นโรคภูมิคุ้มกันบกพร่องชนิดปฐมภูมิ หลังจากนั้นต่อมาในปี พ.ศ. 2544 ได้มีการพัฒนาโดยการนำเอาสเต็มเซลล์ตัวอ่อนมาเพาะเป็นเซลล์เม็ดเลือด ซึ่งการวิจัยครั้งนี้นับเป็นความก้าวหน้าของงานวิจัยที่เกี่ยวกับสเต็มเซลล์ครั้งสำคัญ และถูกใช้ในการรักษาโรคต่างๆทดแทนการใช้ยา การผ่าตัด การปลูกถ่ายเนื้อเยื่อ หรือการปลูกถ่ายอวัยวะ ที่อาจจะเป็นวิธีที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ในระยะเวลาอันรวดเร็ว การรักษาด้วยสเต็มเซลล์จึงถือเป็นทางเลือกใหม่ ที่จะช่วยลดจำนวนผู้เสียชีวิตที่ไม่ถูกกับการรักษาด้วยยาบางประเภท หรืออาจจะมีการต่อต้านการปลูกถ่ายอวัยวะใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

               การวิจัยเรื่องสเต็มเซลล์ในปัจจุบันมีอยู่ 2 แบบหลักๆ ด้วยกัน นั่นก็คือ ‘สเต็มเซลล์จากตัวอ่อนมนุษย์ (Embryonic Stem Cell)’ และ ‘สเต็มเซลล์เต็มวัย (Adult Stem Cell)’ ซึ่งคุณสมบัติของเซลล์ทั้ง 2 ชนิดนี้มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน กล่าวคือ เซลล์ต้นกำเนิดจากตัวอ่อนสามารถเปลี่ยนแปลงไปเป็นเซลล์ได้เกือบทุกชนิดในร่างกาย ส่วนเซลล์ต้นกำเนิดจากตัวเต็มวัยสามารถเปลี่ยนไปเป็นเซลล์เฉพาะในเนื้อเยื่อนั้นๆ เช่น สเต็มเซลล์ของเลือด สามารถเปลี่ยนเป็นเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด ได้เท่านั้น อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยในปัจจุบันได้มีการวิจัยสเต็มเซลล์ในส่วนเซลล์เต็มวัยอย่างกว้างขวางมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะส่วนที่ได้จากไขกระดูกและสายสะดือเด็กหลังคลอด ซึ่งอาจจะนำมารักษาโรคต่างๆได้อย่างมากมาย เช่น มะเร็งเม็ดเลือด หลอดเลือดหัวใจตีบตัน เบาหวาน หรือธาลัสซีเมีย เป็นต้น
ดังจะเห็นได้ว่า มีโรงพยาบาลเอกชนหลายแห่งเสนอโปรแกรมเก็บเซลล์ต้นกำเนิดจากสายสะดือเด็กหลังคลอด เพื่อใช้สำรองเอาไว้ใช้รักษาโรคที่อาจมีโอกาสเกิดขึ้นได้ในอนาคต

เติมเต็มชีวิตด้วย ‘สเต็มเซลล์’

ภาพจาก : http://www.telegraph.co.uk/news/science/science-news/11304926/First-stem-cell-therapy-approved-for-medical-use-in-Europe.html เติมเต็มชีวิตด้วย ‘สเต็มเซลล์’


    ทางด้านความสวยความงาม ก็มีการใช้สเต็มเซลล์เพื่อฟื้นฟูสภาพของผิวหน้าได้เช่นเดียวกัน โดยวิธีที่คนส่วนใหญ่รู้จักกันดี จะทำโดยการสกัดแยกสเต็มเซลล์จากน้ำคร่ำของแม่โค ซึ่งต้องทำภายใต้สภาวะปลอดเชื้อ 100% ในห้องปฏิบัติการแบบพิเศษ จากนั้นจึงนำสเต็มเซลล์ที่บริสุทธิ์และปราศจากการปนเปื้อน มาใช้ร่วมกับเครื่องมือทางการแพทย์เพื่อช่วยผลักยาให้เข้าสู่ผิวหนัง หรือนำไปผสมในเครื่องสำอางเพื่อเป็นตัวช่วยในการบำรุงผิวพรรณของคุณผู้หญิงให้ดูขาวเนียนมากยิ่งขึ้น ซึ่งนอกจากสเต็มเซลล์จากแม่โคแล้ว ยังมีการใช้สเต็มเซลล์จากพืชที่ได้จากธรรมชาติด้วย

    อย่างไรก็ตาม การปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ที่ได้รับการพิสูจน์โดยนักวิทยาศาสตร์ว่ามีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพมีอยู่ไม่กี่วิธี ซึ่งตัวอย่างที่ดีที่สุดในปัจจุบันคือ ‘การปลูกถ่ายไขกระดูก’ นักวิทยาศาสตร์และแพทย์จึงมักจะเตือนให้ผู้ป่วยระมัดระวังกับการรักษาด้วยวิธีดังกล่าว เพราะอาจจะยังไม่ชัดเจนว่าการรักษาด้วยวิธีเช่นนี้จะได้ผลสำเร็จจริงในทุกกรณี ทั้งนี้ ก็เคยมีกรณีการรักษาที่ใช้สเต็มเซลล์แล้วไม่ประสบผลสำเร็จ และมีรายงานผู้ป่วยที่เสียชีวิตมาแล้วด้วย ดังนั้น ก่อนจะตัดสินใจเข้ารับการรักษา ก็ควรเข้ารับคำปรึกษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญให้ดีเสียก่อน และควรใช้วิจารณญาณไตร่ตรองให้รอบคอบ เพื่อที่เราจะได้รับสิ่งตอบแทนที่ดีที่สุดกับตัวเองจริงๆ