เลือดไม่จาง ถ้าไม่ห่างธาตุเหล็ก

เลือดไม่จาง ถ้าไม่ห่างธาตุเหล็ก

 

    ‘เลือด’ สายธารหล่อเลี้ยงชีวิตที่ทำให้เรายังคงสามารถใช้ชีวิตอยู่บนโลกด้วยร่างกายที่แข็งแรงได้ หากไม่มีเลือดก็คงไม่มีชีวิต และเป็นผลให้ไม่สามารถจะคิดหรือทำการสิ่งใดได้เลย

    เลือดเป็นตัวขนส่งทั้งออกซิเจนและสารอาหาร ซึ่งล้วนจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของเซลล์ต่างๆทั่วร่างกาย หากร่างกายขาดเลือดก็เปรียบเสมือนขาดพาหนะที่จะขนส่งเอาสารจำเป็นไปป้อนให้เซลล์เกิดการเจริญเติบโตตามแบบที่ควรจะเป็น ดังนั้น การดูแลเลือดให้สมบูรณ์จึงเป็นสิ่งจำเป็น ทั้งนี้ก็เพื่อให้คุณสามารถใช้ชีวิตในแบบที่ต้องการ และมีร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรงได้นั่นเอง

เลือดไม่จาง ถ้าไม่ห่างธาตุเหล็ก

ภาพจาก : http://www.interactive-biology.com/tag/hemoglobin/ เลือดไม่จาง ถ้าไม่ห่างธาตุเหล็ก


    การรับประทานอาหารเพื่อบำรุงเลือดจึงไม่ใช่เรื่องที่ไกลตัวอีกต่อไป หากใครยังไม่รู้ว่าอาหารจำพวกใดบ้างที่สามารถจะช่วยเสริมความแข็งแรงของเม็ดเลือดได้ วันนี้เรามีคำตอบนั้นรอให้คุณแล้วค่ะ

    ก่อนอื่นต้องทราบก่อนว่า “เลือด” สีแดงๆของเรานั้นประกอบไปด้วยอะไรบ้าง
ฮีโมโกลบิน เป็นสารสำคัญที่เป็นองค์ประกอบหลักของเม็ดเลือด สารตัวนี้เกิดจากการรวมตัวกันของธาตุ ‘เหล็ก’ และ ‘โปรตีน’ โดย “ฮีม” คือ องค์ประกอบของธาตุเหล็กที่มีอยู่ประมาณร้อยละ 65-67 ทำหน้าที่ในการดักจับออกซิเจนแล้วขนส่งไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกาย ส่วน “โกลบิน” คือ โปรตีน ที่ทำหน้าที่ผลิตเลือดจากสายพันธุกรรมของร่างกายของเรา ดังนั้น หากมีปริมาณของฮีโมโกลบินอยู่มาก เลือดที่ไหลเวียนในร่างกายก็จะมีความสมบูรณ์มากขึ้นตามไปด้วย

    แต่หากเมื่อใดที่ร่างกายขาดฮีโมโกลบิน ร่างกายก็จะส่งสัญญาณบางอย่างออกมาแจ้งเตือนถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต โดยหากเป็นกรณีที่ไม่ร้ายแรงมากนัก อาจพบอาการเหนื่อยล้า หายใจถี่ ใจสั่น ปวดศีรษะ มึนงง เป็นลม มือเท้าเย็น เจ็บบริเวณหน้าอก ไม่มีสมาธิ เบื่ออาหาร หรือผิวซีด ซึ่งหากเป็นอาการตามที่กล่าวมานี้ ยังสามารถทุเลาให้เบาบางลงได้หากได้พักผ่อนอย่างเพียงพอ หรือบริโภคอาหารเสริมเข้าสู่ร่างกาย แต่หากเป็นอาการขาดฮีโมโกลบินที่มีสาเหตุมาจากโรคบางอย่างทางพันธุกรรมที่แอบแฝง เช่น โรคธาลัสซีเมีย เป็นต้น ก็อาจจะต้องเข้ารับการดูแลจากแพทย์อย่างใกล้ชิดมากขึ้น

    ในภาวะที่ร่างกายสมบูรณ์ ร่างกายของเราควรจะมีฮีโมโกลบินอยู่ที่ประมาณ 20-30 ล้านล้านเซลล์ การจะกระตุ้นร่างกายให้ผลิตฮีโมโกลบินออกมาให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม สามารถทำได้จากการบำรุงด้วยอาหารที่มีธาตุเหล็กในปริมาณประมาณ 15 มิลลิกรัมต่อวัน ซึ่งสามารถหาได้จากอาหารหลายหลากประเภท ดังต่อไปนี้

    สถาบันการแพทย์แผนไทย กรมการแพทย์  กระทรวงสาธารณสุข ได้แนะนำรายชื่อพืชผักที่มีส่วนประกอบของธาตุเหล็กในปริมาณสูง และเหมาะอย่างยิ่งสำหรับบุคคลที่กำลังคิดอยากจะบำรุงเลือด ดังต่อไปนี้

    ผักกูด (36.3 มิลลิกรัม/100 กรัม), ถั่วฝักยาว (26 มิลลิกรัม/100 กรัม), ผักแว่น (25.2 มิลลิกรัม/100 กรัม), เห็ดวัว (เห็ดฟาง) (22.2 มิลลิกรัม/100 กรัม), พริกหวาน (17.2 มิลลิกรัม/100 กรัม), ใบแมงลัก (17.2 มิลลิกรัม/100 กรัม), ใบกะเพรา (15.1 มิลลิกรัม/100 กรัม), ผักเม็ก (11.6 มิลลิกรัม/100 กรัม), ยอดมะกอก (9.9 มิลลิกรัม/100 กรัม) และ ยอดอ่อนกระถิน (9.2 มิลลิกรัม/100 กรัม)
อย่างไรก็ตาม การรับประทานผักเพื่อหวังสารอาหารสำคัญอย่างธาตุเหล็ก อาจมีประสิทธิภาพการดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ไม่เทียบเท่ากับการรับประทานเนื้อสัตว์ เพราะร่างกายสามารถดูดซึมธาตุเหล็กจากผักได้เพียงแค่ประมาณ 3-5% ในขณะที่ร่างกายสามารถดูดซึมธาตุเหล็กจากเนื้อสัตว์ได้ถึงประมาณ 20%ดังนั้น ใครที่ต้องการธาตุเหล็กแบบเร่งด่วนแนะนำให้รับประทานในรูปของเนื้อแดง ตับสัตว์ ไข่แดง ปลาซาร์ดีน หอยนางรม นม และถั่วต่างๆ จะได้ประโยชน์ในด้านธาตุเหล็กที่มากกว่า
นอกจากนั้น การรับประทานอาหารอื่นๆควบคู่ไปด้วย ก็ยังมีผลต่อการดูดซึมธาตุเหล็กด้วยเช่นกัน เช่น หากรับประทานอาหารที่วิตามินซีตั้งแต่ 75 มิลลิกรัมขึ้นไปควบคู่ไปกับการรับประทานธาตุเหล็ก จะช่วยเพิ่มการดูดซึมธาตุเหล็กให้มากขึ้นได้ ในขณะเดียวกัน การรับประทานอาหารที่มีปริมาณไฟเตตสูงๆ เช่น ถั่วเมล็ดแห้ง เป็นต้น หรืออาหารที่มีสารแทนนินสูง เช่น ชา กาแฟ เป็นต้น ก็มีผลต่อการต่อต้านการดูดซึมธาตุเหล็กได้เช่นกัน

เลือดไม่จาง ถ้าไม่ห่างธาตุเหล็ก

ภาพจาก : http://healthmeup.com/photogallery-healthy-living/symptoms-of-iron-deficiency-anemia-in-women/13551/5 เลือดไม่จาง ถ้าไม่ห่างธาตุเหล็ก


    อย่างไรก็ตาม บุคคลแต่ละคนย่อมมีความต้องการธาตุเหล็กที่ไม่เท่ากัน หากเป็นผู้หญิงที่มีประจำเดือน ตั้งครรภ์ คลอดลูก หรือกำลังให้นมบุตร ก็ย่อมจะมีความต้องการธาตุเหล็กที่มากกว่า ซึ่งบางครั้งอาจมากขึ้น 3-4 เท่า จากความต้องการของคนปกติ เนื่องจากจะต้องมีการสูญเสียเลือดหรือนำเลือดไปผลิตเป็นน้ำนม บุคคลกลุ่มนี้จึงต้องได้รับอาหารที่มีธาตุเหล็กที่สูงกว่าปกตินั่นเอง ส่วนบุคคลที่บริจาคเลือด ก็จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรับประทานยาเสริมธาตุเหล็ก เพื่อทดแทนปริมาณเลือดที่สูญเสียไป โดยหากเป็นผู้ชายควรรับประทานให้ได้ 15 เม็ดต่อ 1 รอบบริจาคเลือด ส่วนผู้หญิงควรรับประทานให้ได้ 30 เม็ดต่อ 1 รอบบริจาคเลือด ใครที่ปฏิบัติตามข้อกำหนดที่ว่านี้ได้ ก็จะช่วยให้เม็ดเลือดฟื้นตัวได้เร็ว ไม่เกิดอาการขาดธาตุเหล็ก หรือหมดปัญหาการมีความเข้มข้นของเลือดต่ำหรือปัญหาเลือดลอยไปได้เลย

    หากยังไม่อยากมีปัญหาเลือดจาง การเลือกรับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กสูงแบบถูกประเภทและถูกวิธี จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกคนควรจะทำให้ได้ ทั้งนี้ควรที่จะหมั่นสำรวจความผิดปกติของตนเองร่วมด้วย เพราะหากมีปัญหาอะไรเกิดขึ้น จะได้สามารถแก้ไขได้อย่างทันเวลา และกลับมามีสุขภาพที่แข็งแรงได้อีกครั้งหนึ่งนั่นเอง