แผลเก่า

 “แผลเป็น” เป็นปัญหาที่น่าปวดหัวสำหรับทุกๆคน เพราะเป็นสิ่งที่หลงเหลือเป็นหลักฐานที่คอยย้ำเตือนเราอยู่เสมอว่า เคยเป็นหรือมีบาดแผลที่ตรงนี้มาก่อนและยากที่จะลบมันออกจากร่างกายของเราไปได้ง่ายๆ แผลเป็นอาจเกิดมาได้จากหลายสาเหตุทั้งที่เกิดจากอุบัติเหตุ แผลไฟไหม้ แผลจากโรคอีสุกอีใส หรือแผลจากรอยสิว ซึ่งแผลเป็นที่หลงเหลือไว้ก็ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของบาดแผลนั้นๆ ว่าจะฝากร่องรอยเอาไว้นานแค่ไหนกัน

แผลเก่า
ภาพจาก : http://www.huffingtonpost.co.uk/2013/08/16/new-guidelines-head-injuries-and-traumas_n_3766087.html แผลเก่า

เมื่อเกิดบาดแผลใดๆก็ตามบนผิวหนัง ร่างกายของเราจะทำหน้าที่ในการรักษาบาดแผลเหล่านั้นโดยการผลิตสารที่ชื่อว่า “อิลาสตินและคอลลาเจน” สารตัวนี้เป็นโปรตีนที่อยู่ใต้ชั้นหนังแท้ มีหน้าที่ในการปกป้องผิวหนังและซ่อมแซมชั้นผิวหนังส่วนที่ฉีกขาดไป กระบวนการสมานแผลนี้เป็นไปตามกลไกธรรมชาติของร่างกาย และเมื่อแผลหายดีแล้วก็มักจะทิ้งรอยแผลเป็นไว้เป็นหลักฐาน หรือที่เราเรียกกันว่า “แผลเป็น” นั่นเอง

แผลเป็น คือ บาดแผลที่หายแล้วแต่ยังคงหลงเหลือร่องรอยอยู่ เป็นธรรมดาที่แผลลึกจะส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อชั้นผิวหนัง เส้นเลือดและเส้นประสาทมากกว่าแผลตื้นๆ ดังนั้น การเยียวยาบาดแผลที่ลึกจึงจำเป็นต้องใช้เวลาในการรักษามากกว่าแผลตื้นๆที่มีการสูญเสียเพียงแค่เซลล์หนังกำพร้าที่อยู่รอบนอกจึงอาจกล่าวได้ว่า การที่เราเกิดแผลลึกย่อมมีโอกาสที่จะเกิด “แผลเป็น” ที่มากกว่าแผลถลอกตื้นๆนั่นเอง

ปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดแผลเป็นขึ้นอยู่กับ 2 สิ่งด้วยกัน ได้แก่ ความรุนแรงของแผลหรือการฉีกขาดของเนื้อเยื่อว่าตื้นหรือลึกเพียงใด และ วิธีการดูแลรักษาบาดแผลหลังจากแผลหาย ดังอาจจะเห็นได้ว่า ถ้าเราเกิดบาดแผลเพียงเล็กๆ น้อยๆ แค่ในระดับหนังกำพร้า เมื่อแผลหายดีแล้วก็อาจทำให้เกิดแผลเป็นที่เมื่อทิ้งไว้สักระยะหนึ่งรอยแผลเป็นเหล่านั้นก็จะจางหายไปได้เอง แต่ถ้าบาดแผลที่เราพบเจอ เกิดจากการฉีกขาดลงไปถึงชั้นหนังแท้หรือลึกลงไปถึงชั้นกล้ามเนื้อหรือกระดูก เมื่อแผลเหล่านี้เมื่อหายดีแล้ว ก็อาจจะทิ้งรอยแผลเป็นไว้เป็นของขวัญติดตัวแก่เราต่อไปได้

แต่ก็ไม่ใช่ว่าแผลเป็นที่เกิดขึ้นจะอยู่คงทนยาวนาน เมื่อระยะเวลาผ่านไปนานเข้าๆ แผลเป็นที่เคยมีก็จะค่อยๆจางลงเองตามธรรมชาติ แต่จะใช้เวลานานเท่าไรนั้น ก็จะต้องขึ้นอยู่กับปัจจัยในด้านสี ความเรียบ และขนาดของแผลนั้นๆด้วย

วิธีการรักษาแผลเป็นให้หายทันใจเป็นสิ่งที่ใครๆก็อยากจะให้มันเกิดขึ้น แต่จะมีวิธีการอย่างไรนั้น มาดูกันได้เลยค่ะ

แผลเป็นที่แสดงออกนอกร่มผ้าคงมีผลทำให้ใครหลายต่อหลายคนขาดความมั่นใจไปได้ไม่มากก็น้อยเลยทีเดียว การรักษาหรือป้องกันไม่ให้เกิดแผลเป็นที่ดีที่สุดควรเริ่มต้นจากการยับยั้งจิตใจของตนไม่ให้เผลอไปแคะ แกะ หรือเกาบริเวณบาดแผล รวมไปถึงการใช้ผลิตภัณฑ์ประเภทครีมและเจลทาแผลเพื่อบรรเทาหรือลบเลือนรอยแผลเก่า อย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพในการรักษาจะดีหรือจะแย่ก็ต้องขึ้นอยู่กับลักษณะของแผลและกรรมพันธุ์ของแต่ละบุคคลด้วย

หากแผลเป็นที่เกิดขึ้นมีรอยเป็นสีที่เกิดจากการผลัดเปลี่ยนของเซลล์เม็ดสี แผลเป็นเหล่านี้จะไม่ค่อยลึกมาก สามารถรักษาได้โดยการทาวิตามินเพื่อผลัดเซลล์ผิว เช่น วิตามินเอ วิตามินซี เป็นต้น หรืออาจใช้วิธีการทำเลเซอร์ประเภททำลายเซลล์เม็ดสี (Pigment Laser) ที่ทำให้เมลานินที่เข้มผิดปกติแตกออกไป ผิวก็จะกลับมามีสีที่สม่ำเสมอกันได้อีกดังเดิม

แต่ถ้าเป็นแผลเป็นแบบที่ลึกขึ้นมาหน่อย ผิวหนังมักจะเป็นสีแดง แผลเป็นประเภทนี้ก็สามารถรักษาได้ด้วยการทาวิตามินเพื่อผลัดเซลล์ผิวได้เช่นกัน แต่หากเลือกการรักษาด้วยการเลเซอร์ ควรเป็นเลเซอร์ที่ใช้สำหรับลบรอยแดงประเภท V-beam หรือ Pulse Dye ที่มีประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการจัดระบบเส้นเลือดให้เป็นปกติได้

อีกประเด็นหนึ่งที่จะช่วยฟื้นฟูให้บาดแผลหายได้เร็วขึ้นก็คือ การดูแลรักษาความสะอาดที่ดี เนื่องจากหากเราสามารถลดสิ่งสกปรกได้มากเท่าไร ก็จะส่งผลให้แแผลหายได้เร็วมากขึ้นมากเท่านั้น ส่วนช่วงอายุและเพศก็มีผลต่อการเป็นแผลเป็นที่แตกต่างกัน กล่าวคือ เด็กจะมีโอกาสในการเกิดแผลเป็นได้น้อยกว่าผู้ใหญ่ อีกทั้ง พบว่าวัยรุ่นและวัยเจริญพันธุ์จะมีโอกาสเกิดแผลเป็นได้บ่อยกว่าในวัยอื่นๆ ส่วนในเพศหญิงก็มีโอกาสการเกิดแผลเป็นได้บ่อยและมากกว่าในเพศชายอีกด้วย

มากไปกว่านั้นยังพบอีกด้วยว่า คนผิวคล้ำจะมีโอกาสเกิดแผลเป็นได้บ่อยและรุนแรงกว่าคนผิวขาว ส่วนผู้ที่เคยมีประวัติการเกิดแผลเป็นและมีประวัติของครอบครัวเกิดแผลเป็นก็จะมีโอกาสการเกิดแผลเป็นได้มากกว่าผู้ที่ไม่เคยมีประวัติดังกล่าวเลย
อาจกล่าวได้ว่า การป้องกันการเกิดแผลเป็นที่ดีที่สุดก็คือการพยายามไม่ให้เกิดบาดแผลใดๆเลย แต่ในความเป็นจริงแล้ว เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงอุบัติเหตุได้เสียทั้งหมด ดังนั้น การลดรอยแผลเป็นที่เหมาะสมที่สุด ก็คือการพยายามลดความรุนแรงในการเกิดบาดแผลนั้นๆ โดยอาจจะต้องเพิ่มความระมัดระวังหรือการสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันภัยส่วนบุคคลที่จะช่วยลดความรุนแรงจากอุบัติภัยที่ไม่คาดคิด นอกจากนี้ ก็ควรดูแลรักษาทำความสะอาดแผลอย่างเหมาะสมเพื่อให้แผลหายเร็วที่สุด เพราะยิ่งแผลหายได้เร็วมากขึ้นเท่าใด โอกาสในการเกิดแผลเป็นก็จะยิ่งน้อยหรือเบาบางลงมากเท่านั้น