ไม่อยากเป็นร้อนใน

ไม่อยากเป็นร้อนใน

อาการร้อนใน ถือเป็นอีกหนึ่งความเจ็บปวดและความรำคาญที่เชื่อว่าหลายๆคนคงเคยพบเจอกันมาไม่มากก็น้อย แม้ว่าอาการแบบนี้จะไม่ได้ถือเป็นอันตรายที่ร้ายแรงแต่อย่างใด แต่ก็มีผลทำให้การรับประทานอาหารจานโปรดของคุณไม่อิ่มอร่อยเหมือนดังที่เคยเป็น

      ร้อนในหรือแผลร้อนใน (Apthous ulcer) คือ แผลเปิดภายในช่องปากที่เกิดจากการแตกของเยื่อเมือก อาการเช่นนี้เป็นภาวะที่สามารถเกิดขึ้นได้กับคนในทุกเพศทุกวัย ซึ่งมีหลายปัจจัยที่มักจะส่งเสริมให้เกิดอาการร้อนในได้แบบซ้ำแล้วซ้ำเล่า

 

ไม่อยากเป็นร้อนใน

ภาพจาก : http://www.ent-surgery.com.au/ent-resources/throat/cold-sores-and-aphthous-ulcers-2/ ไม่อยากเป็นร้อนใน


    โดยมาก อาการร้อนในที่คนส่วนใหญ่มักพบเจอจะเป็นตามบริเวณริมฝีปากหรือกระพุ้งแก้ม และมีบางส่วนที่อาจเป็นตามบริเวณเพดานปาก ลิ้น  หรือเหงือก โดยเริ่มแรกจะมีแผลหรือตุ่มแดงเล็กๆ ขึ้นมาก่อน จากนั้นตุ่มแดงๆก็จะกลายเป็นเม็ดสีขาวที่มีขอบสีแดงนูนออกมา มีอาการบวม และกลายเป็นแผลจนทำให้เรารู้สึกเจ็บในที่สุด โดยปกติแล้ว แผลร้อนในจะเป็นอยู่ประมาณ 1-2 สัปดาห์ ซึ่งความยาวนานในการเกิดอาการก็ขึ้นอยู่กับว่าแผลร้อนในที่เป็นอยู่นั้นใหญ่หรือเล็กมากแค่ไหน และคุณเผลอเอาฟันไปกัดเอาส่วนๆนั้นขณะเคี้ยวอาหารบ่อยครั้งมากหรือไม่ รวมไปถึงวิธีการในการดูแลรักษาแผลร้อนในด้วยยาต่างๆที่จะช่วยสมานแผลให้ลับมาเป็นปกติอีกครั้ง

    ส่วนสาเหตุการเกิดร้อนในนั้นก็เกิดมาได้จากหลากหลายสาเหตุ ซึ่งโดยมากมักจะต้องผสมผสานสาเหตุกันในหลายๆด้าน ยกตัวอย่างเช่น เหตุผลด้านการนอนดึก พักผ่อนไม่เพียงพอ ความเครียดสะสมจากการทำงาน การกินอาหารที่มีฤทธิ์ร้อนอย่างขนมปังเบเกอรี่ ของทอด ของมัน ไอศกรีม เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรืออาหารรสจัด การขาดสารอาหารบางอย่างโดยเฉพาะธาตุเหล็ก โฟเลต หรือวิตามินบี และเหตุบังเอิญจากการเผลอกัดปากตัวเองระหว่างการเพลิดเพลินกับอาหารมื้ออร่อย

    เมื่อรู้ถึงสาเหตุของการเกิดอาการร้อนในกันไปแล้ว มาดูกันต่อว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆเหล่านี้ให้หายไปอย่างรวดเร็วที่สุดได้อย่างไร และจะป้องกันไม่ให้เกิดอาการเจ็บซ้ำๆได้ด้วยวิธีใดบ้าง

    วิธีแรกที่ง่ายสุดๆที่เน้นการแก้ไขปัญหาอย่างตรงจุดก็คือ การเดินไปร้านขายยา เพื่อซื้อยาทาป้ายแผล ซึ่งยาประเภทนี้ก็มีให้เลือกหลากหลายยี่ห้อ ส่วนผสมสำคัญของยา มีชื่อเรียกว่า “ไทรแอมซิโนโลนอะเซทโทไนด์” ซึ่งมีสรรพคุณในการสมานแผลร้อนในได้เป็นอย่างดี ยาชนิดนี้สามารถใช้ทาในปากได้อย่างปลอดภัย แต่ก็ต้องระมัดระวังไม่ให้เผลอกลืนเอายาพวกนี้เข้าปากไปซะหมด เพราะอาจส่งผลให้แผลหายช้าลงกว่าที่ควรจะเป็นได้

    ใครที่ไม่ชอบยาทาก็ลองใช้ยาพ่นดู ยาพวกนี้นอกจากจะช่วยลดอาการเจ็บคอหรืออาการคออักเสบได้แล้ว ก็ยังสามารถรักษาแผลร้อนในภายในปากของเราให้หายได้อีกด้วย ตัวยาของมันสามารถช่วยลดอาการบวมและลดอาการอักเสบได้เป็นอย่างดี แต่อาจจะต้องทนกับความแสบขณะฉีดพ่นเอาสักหน่อยและต้องฉีดค่อนข้างบ่อยเนื่องจากยาชนิดนี้ไม่ค่อยติดทนนานในปากของเราสักเท่าไร แต่ประสิทธิภาพในการรักษาบาดแผลค่อนข้างสูง

    หรือถ้าใครคิดว่าเพิ่งจะเริ่มมีอาการร้อนในหรือแผลที่เป็นยังไม่ใหญ่มากนัก ก็อาจลองใช้วิธีการบ้วนปากด้วยน้ำเกลือ ที่เตรียมได้โดยการผสมเกลือแกง 1/2 ช้อนชา กับน้ำเปล่า 1 แก้ว กวนให้ละลายเข้ากัน จากนั้นนำมาบ้วนปากหลังอาบน้ำเช้า-เย็น ความเค็มของเกลือจะช่วยลดอาการร้อนในและรักษาแผลที่อยู่ในปากไปได้โดยอัตโนมัติ

ไม่อยากเป็นร้อนใน

ภาพจาก : http://www.jorpor.com/variety/wp-content/uploads/2011/05/บ้วนปากด้วยน้ำยาหลังแปรงฟัน.jpg ไม่อยากเป็นร้อนใน

    วิธีต่อมาคือการอาศัยสรรพคุณของสมุนไพรไทยๆมาช่วยในการดับร้อนภายในร่างกาย ซึ่งสมุนไพรที่เหมาะสมต่อการรักษาแผลร้อนในภายในปากนี้ จะต้องมีฤทธิ์เย็นเพื่อดับความร้อนที่มากเกินไปที่เกิดขึ้นภายในร่างกาย สมุนไพรที่ว่ามานี้มีอยู่มากมายหลากหลายชนิด เช่น เก็กฮวย มะนาว ใบบัวบก รางจืด มะตูม ใบย่านาง กระเจี๊ยบ จับเลี้ยง ใบเตย หล่อฮั้งก้วย มังคุด อ้อย เป็นต้น โดยส่วนใหญ่จะนิยมนำมาต้มน้ำแล้วดื่มรับประทาน จะสังเกตได้เลยว่าใครที่ชอบดื่มน้ำสมุนไพรจำพวกนี้บ่อยๆ จะไม่ค่อยมีอาการร้อนในให้เห็นสักเท่าไรหรอก แถมยังได้ประโยชน์ด้านอื่นๆที่แฝงอยู่ในสมุนไพรแต่ละชนิดนี้ด้วย อย่างไรก็ตาม จะต้องเพิ่มความระวังในเรื่องของความหวานด้วย เพราะหากเติมน้ำตาลเพื่อเพิ่มรสชาติมากเกินไป ก็อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพได้เหมือนกัน

    ส่วนสุดท้ายที่ควรทำให้ได้จนติดเป็นนิสัยก็คือ การลดความเครียด ไม่นอนดึก เคี้ยวอาหารให้ช้าๆ ดื่มน้ำให้มากเพียงพอในแต่ละวัน หลีกเลี่ยงการตากแดดจัด และ รักษาความสะอาดในช่องปากให้ดี หากคุณสามารถทำตามที่กล่าวมาได้ทั้งหมด อาการร้อนในก็คงไม่สามารถทำอะไรคุณได้อีกต่อไปอย่างแน่นอน
แม้อาการร้อนในจะไม่ใช่เรื่องใหญ่ที่ทำร้ายเราถึงขั้นปางตาย แต่มันก็เป็นอีกหนึ่งอาการที่บั่นทอนความสุขในการใช้ชีวิตของเราลงไปได้เช่นกัน ฉะนั้น หากไม่อยากจะต้องเจ็บปวดกับอาการเช่นนี้ ก็ควรจะรักษาสุขภาพของตนให้ถูกวิธี กินอาหารดีๆ พักผ่อนให้เพียงพอ แค่นี้..ความสุขในการใช้ชีวิตก็เพิ่มขึ้นมาอีกเยอะแล้วค่ะ