“โรคบูลิเมีย” กินแล้วล้วง อันตรายมากแค่ไหน ?

“โรคบูลิเมีย” กินแล้วล้วง อันตรายมากแค่ไหน ?

    ค่านิยมเรื่องการมีหุ่นสวยในสังคมไทยทำให้คนจำนวนมากกลัวความอ้วน และคิดว่าถ้าสามารถผอมได้มากเท่าไรก็จะยิ่งดีมากเท่านั้น ทำให้พฤติกรรมการควบคุมอาหารหรือออกกำลังกายกำลังเป็นที่นิยมอย่างมากในขณะนี้ แต่บางครั้ง สาวๆบางคนก็ไม่ได้จะทำตามนี้ตลอดไป เขาเลือกที่จะใช้ทางลัดเพื่อลดหุ่น ซึ่งทางลัดที่ว่านี้น่ากลัวและอันตรายเหลือเกิน

    “โรคบูลิเมีย”

เป็นหนึ่งในโรคที่น่ากลัวและมีอันตรายร้ายแรงมาก คนที่ป่วยเป็นโรคนี้มีพฤติกรรมทางจิตและทางกายที่ผิดปกติ ซึ่งความผิดปกติเหล่านี้จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องได้รับการรักษา มิเช่นนั้นอาจร้ายแรงจนถึงแก่ชีวิตได้

    ผู้ป่วยโรคนี้จะต้องมีความกลัวอ้วนเป็นหลัก ทำให้เมื่อทานอาหารเข้าไปแล้วจะรู้สึกผิดและกลัวอ้วน อีกทั้งมีความเชื่อผิดๆเกี่ยวกับภาพลักษณ์ของตัวเอง ทำให้พวกเขาต้องพยายามกำจัดเอาอาหารที่เพิ่งกินเข้าไปออกมา โดยการล้วงคอให้อาเจียน การออกกำลังกายอย่างหักโหม การอดอาหาร การกินยาระบาย ยาขับปัสสาวะ การใช้สารอย่างอื่นเพื่อที่จะขับอาหารที่รับประทานเข้าไปแล้วให้ออกมา โดยทั้งหมดที่ทำไปเป็นเพราะอารมณ์เครียดและคุมตัวเองไม่ได้
ซึ่งทุกวิธีล้วนไม่ใช่วิธีที่ถูกต้อง หรือเป็นหนทางของการมีสุขภาพดีแต่อย่างใด

“โรคบูลิเมีย” กินแล้วล้วง อันตรายมากแค่ไหน ?

ภาพจาก : http://th.theasianparent.com “โรคบูลิเมีย” กินแล้วล้วง อันตรายมากแค่ไหน ?


    คนที่กลัวอ้วนมักจะต้องทำทุกวิถีทางเพื่อให้มีหุ่นที่ดี หนึ่งทางเลือกที่คนที่ป่วยเป็นโรคบูลิเมียนิยมใช้ ก็คือ การล้วงคอเพื่อให้อาเจียนเอาอาหารที่เพิ่งทานลงไปออกมา ทำให้อาหารเหล่านั้นไม่ผ่านการย่อยในร่างกาย อย่าคิดว่าแค่การเอาอาหารออกมาแบบนี้จะไม่เป็นอันตรายร้ายแรงอะไร เพราะความร้ายกาจของการล้วงคอไม่ใช่เรื่องธรรมดาเลย มันเป็นโรคที่ต้องรักษา และต้องแก้ปัญหาอีกมากมายที่จะตามทีหลัง ปัญหาที่ว่ามานี้มีดังต่อไปนี้

    ภาวะแทรกซ้อนจากการป่วยเป็นโรคบูลิเมีย ถือว่าเป็นอันตรายร้ายแรงอย่างมาก เช่น ภาวะอิเล็กโตรไลท์ที่ผิดปกติ หลอดอาหารหรือเยื่อบุลำคอฉีกขาด เป็นต้น หากผู้ป่วยเดินทางมารักษาอาการต่างๆนี้ไม่ทัน ก็เตรียมตัวรับความเจ็บปวดได้เลย

    โรคบูลิเมียมีผลให้เกิดการฉีกขาดของหลอดอาหารหรือเยื่อบุลำคอระหว่างที่มีการกระตุ้นให้ตัวเองอาเจียน ซึ่งความรุนแรงของการกระตุ้นที่ว่านี้มีหลายระดับ บางรายอาจมีเลือดออกในทางเดินอาหาร บางรายอาจมีฟันผุทั้งปาก ทั้งนี้เนื่องจากกรดที่ร่างกายขย้อนขึ้นมาจากกระเพาะอาหาร จะขึ้นมากัดกร่อนอวัยวะตั้งแต่ทางเดินอาหารจนถึงช่องปากนั่นเอง
    นอกเหนือจากความรุนแรงในการกัดกร่อนแล้ว การล้วงคอให้อาเจียนยังอาจทำให้เกิดภาวะไตวายได้อีกด้วย เพราะบางกรณีที่ผู้ป่วยมีการกระตุ้นตัวเองให้อาเจียนหลายๆ ครั้ง อาจทำให้ผู้ป่วยมีอาการขาดน้ำ หรือขาดอิเล็กโตรไลท์ที่สำคัญ ซึ่งล้วนแต่เป็นสาเหตุให้เกิดอาการไตวายได้ทั้งสิ้น

    ผู้ป่วยโรคบูลิเมียจะมีอาการปวดท้องเป็นเรื่องปกติ แต่บางครั้งอาจมีอาการปวดมากเหมือนเป็นตะคริวบริเวณหูรูดทวารหนักซึ่งมีผลให้ขยับตัวไม่ได้ โดยอาจเป็นเหตุผลจากการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อจากการสูญเสียโปตัสเซียมไปมาก

    นอกจากนี้ โรคนี้ยังเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจเต้นผิดปกติ โรคกระดูกพรุน ประจำเดือนขาด โรคขาดอาหารแบบต่างๆ รวมถึงโรคจิตประสาทอย่างโรคซึมเศร้าและการฆ่าตัวตายด้วย

    แต่ยังไม่สายเกินไปถ้าคิดจะรักษาอาการของโรคบูลิเมียนี้ ซึ่งโดยส่วนมากคุณจำเป็นต้องเข้ารับการรักษากับจิตแพทย์เป็นหลัก เพราะจิตแพทย์จะช่วยแก้ไขปัญหาที่คุณเป็นอยู่ได้อย่างตรงจุด อะไรบ้างที่จิตแพทย์จำเป็นต้องมุ่งเน้นในการรักษา สิ่งสำคัญก็คือ การทำจิตบำบัดและพฤติกรรมบำบัดแบบ Cognitive behavioral psychotherapy (CBT) ซึ่งประกอบด้วยการสร้างพฤติกรรมใหม่ เช่น การจดบันทึกอาหารที่ทาน (diary keeping) การวิเคราะห์เหตุนำเหตุร่วม การปรับความคิดและมุมมองเรื่องน้ำหนักและภาพลักษณ์ เป็นต้น

    นอกจากการรักษาโดยจิตแพทย์แล้ว ผู้ป่วยยังต้องรักษาปัญหาที่เกิดขึ้นกับร่างกายด้วย ซึ่งปัญหาเกี่ยวกับร่างกายมีอยู่หลายประเด็นมาก เช่น ฟันเสีย หลอดอาหารอักเสบเรื้อรัง ประจำเดือนไม่มา ขาดสารอาหารที่จำเป็น เป็นต้น

    นอกเหนือจากการรักษาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญแล้ว คนในครอบครัวหรือคนใกล้ชิดก็มีส่วนสำคัญในการทำให้ผู้ป่วยโรคบูลิเมียหายเป็นปกติได้เช่นกัน คนใกล้ชิดต้องมีการปรับความสัมพันธ์กับผู้ป่วย เพื่อให้คนรอบข้างช่วยกันสนับสนุนการรักษาให้คนไข้โรคนี้หายจากโรคได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น สิ่งนี้เป็นสิ่งที่จำเป็นเป็นอย่างมากและช่วยสนับสนุนจิตใจของคนไข้ให้กลับมาเป็นปกติได้ดังเดิมอีกครั้ง

    รูปร่างที่สมส่วนสามารถทำได้ด้วยการรับประทานอาหารให้ถูกต้องเหมาะสม ออกกำลังเป็นประจำ ที่สำคัญต้องไม่ยึดติดกับค่านิยมการมีรูปร่างที่ผอมบางมากจนเกินไป เพราะบางครั้งการที่คุณมีรูปร่างที่ผอมบางเกินไป ก็ไม่ได้แปลว่าจะช่วยให้คุณสวยขึ้นแต่อย่างใด การมีรูปร่างผอมมากเกินไปอาจทำให้คุณดูโทรมหรือมีคนคิดว่าคุณป่วยเป็นโรคร้ายแรงบางอย่างก็ได้ เพราะฉะนั้น พยายามรักษาร่างกายให้แข็งแรงไว้จะเป็นวิธีการที่ดีที่สุด เพราะไม่ว่าคุณจะมีรูปร่างอ้วนหรือผอม คุณก็สามารถสวยได้ในรูปแบบของคุณอยู่เสมอ ในทางตรงกันข้าม การอดอาหารจนผอมโซหรือล้วงคอเพื่อให้อ้วกออกมา เป็นสิ่งที่คอยทำลายสุขภาพของคุณให้อ่อนแอลงเรื่อยๆ เลิกเถอะค่ะ เพื่อสุขภาพที่ดีของตัวคุณเอง