ดูแลริมฝีปากอย่างไรดี

   ริมฝีปาก นับเป็นอวัยวะที่ช่วยเพิ่มเสน่ห์ให้เป็นที่ติดตาตรึงใจของคนรอบข้างได้ หากคุณมีริมฝีปากที่อวบอิ่มหรือไม่แห้งแตกเป็นขุย ก็เปรียบเสมือนสัญญาณการดูแลสุขภาพกายที่ดี หรือบ่งบอกให้คนรอบข้างรับรู้ได้ว่าคุณเป็นคนที่รักในสุขภาพได้เช่นกัน

ดูแลริมฝีปากอย่างไรดี
ภาพจาก : https://www.futurederm.com/2013/05/29/my-2-favorite-drugstore-lip-balms-for-super-dry-lips/ ดูแลริมฝีปากอย่างไรดี

 

แต่ก็ไม่ง่ายเลยที่จะมีสุขภาพริมฝีปากที่สมบูรณ์ตลอดเวลา จะเห็นได้ว่าอวัยวะส่วนนี้สามารถแห้ง หรือแตกได้ง่ายกว่าบริเวณอื่นๆ เนื่องจากที่ริมฝีปากไม่มีต่อมไขมันเพื่อเคลือบป้องกันไม่ให้น้ำระเหยออกไป อีกทั้งยังต้องรับศึกหนักจากการบริโภคอาหารทั้งหลายทั้งแหล่ที่อาจจะมีการปนเปื้อนของสารเคมีต่างๆร่วมด้วย

อาการปากแห้งเป็นอาการที่เกิดได้เป็นครั้งคราว โดยเฉพาะเวลาที่เรารู้สึกตื่นเต้น กังวลใจ เสียใจหรือเครียด ซึ่งปัจจัยหลักๆก็คือ การที่คุณมีน้ำลายไปหล่อเลี้ยงริมฝีปากได้ไม่เพียงพอ ทำให้ปากขาดความชุ่มชื้นจนนำไปสู่อาการปากแห้งแตกได้ ซึ่งนอกจากอาการปากแตกจะทำให้คุณรู้สึกไม่สบายตัวแล้ว ยังอาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพอื่นๆได้อีกมากมายด้วย

ด้วยเหตุนี้เองจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่เราควรจะหันมาดูแลรักษาริมฝีปากกันให้ดี จะมีวิธีอะไรบ้างนั้น ตามมาพิสูจน์ไปพร้อมๆกันได้เลยค่ะ

 

 

  1. ดื่มน้ำเพียงพอหรือยัง

วิธีการเริ่มแรกง่ายๆเลยก็คือ การดื่มน้ำให้เพียงพอ โดยอย่างน้อยต้องดื่มให้ได้วันละ 8 แก้ว ซึ่งน้ำที่เราดื่มเข้าไปจะไปชดเชยปริมาณน้ำที่ร่างกายสูญเสียไป ทำให้ผิวหนังโดยเฉพาะริมฝีปากไม่แตกแห้งเป็นขุยได้ง่าย สำหรับวิธีการดื่มน้ำที่ถูกต้องจะต้องค่อยๆจิบทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง และถ้าเลือกดื่มเป็นน้ำอุ่นได้ก็จะยิ่งดีต่อร่างกายมากกว่าด้วย

  1. หลีกเลี่ยงการเลียริมฝีปาก

บางคนอาจจะคิดว่า เมื่อเรารู้สึกถึงอาการปากแห้งแตก ก็น่าจะใช้วิธีการเลียริมฝีปากเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นได้ ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว การกระทำเช่นนี้อาจจะทำให้รู้สึกถึงการมีริมฝีปากที่ชุ่มชื่นขึ้นๆได้ในช่วงแรก แต่เอนไซม์ที่อยู่ในน้ำลายจะทำให้ริมฝีปากของคุณกลับแห้งมากขึ้นในเวลาถัดมา ดังนั้นถ้าจะให้ดีที่สุดก็ไม่ควรเลยที่จะเลียริมฝีปาก แต่ควรใช้วิธีการอื่นๆจะมีประโยชน์มากกว่า

  1. หลบหนีรังสีและแสงแดด

อากาศร้อนๆในประเทศไทยนับเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่คอยทำลายสุขภาพริมฝีปากของเราได้ รังสีอัลตราไวโอเลต(UV)ที่มาจากแสงอาทิตย์จะเป็นตัวการทำลายความยืดหยุ่นของเซลล์ผิวหนัง และทำให้ริมฝีปากสูญเสียความชุ่มชื้นได้ง่ายขึ้น และแน่นอนว่ายิ่งตากแดดนานๆก็จะยิ่งมีผลให้ปากแห้งแตกได้ง่ายมากขึ้นนั่นเอง หากเป็นไปได้ก็ควรป้องกันตัวเองโดยการกางร่ม ใส่หมวก ใช้ผ้าคลุม หรือหลีกเลี่ยงการออกแดดจัด จะดีที่สุด

  1. ลมหนาวก็น่ากลัว

ไม่เพียงแค่แสง UV เท่านั้นที่มีอิทธิพลในการทำลายริมฝีปาก แต่อากาศหนาวๆแห้งๆ ก็ส่งผลให้คุณเกิดอาการริมฝีปากแตกแห้งเช่นกัน เพราะอากาศแห้งมักจะดึงเอาความชื้นออกจากร่างกายของเราได้ง่ายกว่าปกติ ซึ่งอาจป้องกันได้ด้วยการดื่มน้ำอุ่นหรือทาผลิตภัณฑ์ป้องกันอาการปากแตก

  1. เป็นคนขี้แพ้หรือไม่

บางคนอาจจะไม่สามารถสัมผัสกับสารเคมีบางอย่างได้ ซึ่งสารเคมีเหล่านี้มักจะเป็นส่วนผสมอยู่ในลิปสติกหรือเครื่องสำอางที่เราใช้กันบ่อยๆ สารประกอบที่มักเป็นปัญหาจะเป็นพวกสี กลิ่น น้ำหอม สารที่ให้ความชุมชื้น และสารกันบูด ซึ่งการเลือกใช้ลิปสติกหรือเครื่องสำอางที่มีส่วนประกอบของสารเคมีแพ้ง่ายเหล่านี้ ย่อมนำพาอาการปากแห้งแตกมาสู่เราได้ง่ายมากยิ่งขึ้น ทางที่ดีคือจะต้องเรียนรู้ว่าตัวเองไม่ถูกกับอะไร และพยายามหลีกเลี่ยงองค์ประกอบนั้นๆเสีย เพียงเท่านี้ก็ลดอาการปากแห้งได้แล้วละค่ะ

  1. วิตามินอย่าให้ขาด

ต้องยอมรับว่าอาการปากแตกมีความสัมพันธ์เป็นอย่างมากกับสารอาหารที่เรียกว่าวิตามิน คนที่ขาดวิตามินบีจะทำให้เกิดอาการริมฝีปากแห้งแตกได้ง่ายกว่าคนทั่วไป เพราะวิตามินบีมีความสำคัญต่อผิวหนังและเยื่อบุต่างๆ หากไม่ต้องการให้เกิดอาการเช่นนี้ ควรจะเลือกรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินบี โดยเน้นอาหารจำพวกข้าวกล้อง ตับ ผักใบเขียว เมล็ดอัลมอนด์ ถั่วลิสง หรือมะม่วงหิมพานต์

  1. ร้อนในอยู่หรือป่าว

อาการร้อนในเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้น้ำในร่างกายสูญเสียออกไปมาก ซึ่งหากยังไม่อยากจะต้องเผชิญกับอาการเช่นนี้ ก็ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสเค็มจัด เปรี้ยวจัด หรือเผ็ดจัด รวมทั้งงดการดื่มเครื่องดื่มประเภทแอลกอฮอล์ เพียงเท่านี้ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะมีอาการปากแตกอีกต่อไปแล้ว

ดูแลริมฝีปากอย่างไรดี
ภาพจาก : http://sifascorner.com/2013/09/unlock-the-secret-to-plump-perfect-lips.html ดูแลริมฝีปากอย่างไรดี

 

 

  1. บำรุงริมฝีปากกันหน่อย

วิธีการบำรุงริมฝีปากมีได้หลากหลายวิธี เช่น การใช้ขี้ผึ้งแทนลิปกลอสหรือลิปมัน การทาน้ำมันมะกอกบางๆที่ริมฝีปาก การทาน้ำผึ้งบางๆเพื่อคืนความชุ่มชื่นให้ริมฝีปากและชะลอความเสื่อมของเซลล์ หรืออาจใช้วิธีทาวาสลินเพื่อเคลือบผิวริมฝีปากและลดความระคายเคือง เป็นต้น

หากได้ลองปฏิบัติตามคำแนะนำข้างต้นไปแล้ว ก็น่าจะช่วยให้คุณไม่ต้องมาเผชิญกับอาการปากแห้งแตกซ้ำๆแบบนี้อีก และยังช่วยเพิ่มความมั่นใจในทุกรอยยิ้ม รวมถึงส่งผลให้คุณดูดีได้อีกมากเลยทีเดียวละ ทีนี้ไม่ว่าจะอีกกี่หนาวก็รับรองได้เลยว่า ริมฝีปากของคุณจะดูสวยอมชมพูแบบมีสุขภาพดีได้ตลอดเวลาเลยค่ะ