ไซเดอร์…กินให้ถูกที่ถูกเวลา

ใครๆก็อยากมีสุขภาพดี ร่างกายแข็งแรง หน้าตาอ่อนเยาว์ และไม่มีโรคภัยไข้เจ็บกันทั้งนั้น วันนี้เรามีเคล็ด(ไม่)ลับดีๆที่จะช่วยเสริมสร้างความสมบูรณ์ เพิ่มภูมิต้านทาน และลดสาเหตุของการเกิดโรคร้ายมาฝากกัน จะเป็นอะไรนั้น ตามมาดูพร้อมกันได้เลยค่ะ

ไซเดอร์...กินให้ถูกที่ถูกเวลา
ภาพจาก : http://www.drfranklipman.com/7-reasons-to-love-apple-cider-vinegar/

? ไซเดอร์ คือ น้ำส้มสายชูที่หมักจากวัตถุดิบที่เป็นน้ำผลไม้ด้วยเชื้อจุลินทรีย์หรือยีสต์ที่ทำหน้าที่สร้างกรดอะซิติกหรือกรดน้ำส้ม โดยกระบวนการผลิตจะเปลี่ยนน้ำตาลให้เป็นแอลกอฮอล์ก่อน แล้วจึงค่อยๆเปลี่ยนแอลกอฮอล์ให้เป็นกรดอะซิติกอีกครั้งหนึ่ง ส่วนผลไม้ที่นิยมนำมาผลิตเป็นไซเดอร์จะต้องเป็นผลไม้ที่มีน้ำตาลค่อนข้างสูง เช่น แอปเปิ้ล เป็นต้น

คุณสมบัติโดยทั่วไปของไซเดอร์ คือ มีความเป็นกรดสูงและมีรสเปรี้ยว โดยในไซเดอร์จะมีส่วนประกอบของกรดอะซิติกประมาณ 5 % นอกจากนี้ ยังมีส่วนประกอบอื่นๆที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น โพแทสเซียม วิตามิน กรดอะมิโน เพ็คติน เป็นต้น แถมด้วยคุณสมบัติในการเป็นยาปฏิชีวนะและยาฆ่าเชื้อ ที่ช่วยปกป้องร่างกายจากสิ่งอันตรายรอบตัว

ประโยชน์ของการรับประทานไซเดอร์มีหลากหลายประการ เช่น ชะลอความแก่ก่อนวัย ลดผมร่วงหรือผมหงอก ช่วยควบคุมความอยากอาหาร ช่วยย่อยอาหาร แก้อาการท้องเสีย แก้อาการท้องอืด แก้อาการท้องเฟ้อ ช่วยระบบหายใจ แก้โรคไซนัส แก้เจ็บคอ แก้หวัด แก้อาการสะอึก แก้การเกิดเสมหะ ช่วยลดน้ำหนัก แก้โรคคัน กำจัดรังแค แก้ผมแตกปลาย ช่วยให้ความจำดีขึ้น แก้การเกิดตะคริวขณะหลับ ป้องกันโรคโลหิตจาง บำบัดอาการอ่อนเพลียหลังออกกำลังกาย เป็นต้น

มีหลายงานวิจัยจากต่างประเทศที่พบว่า ไซเดอร์หรือน้ำส้มสายชูมีสรรพคุณในการป้องกันหรือรักษาโรคต่างๆได้ดังเช่น การวิจัยในปี 2006 ที่พบว่า ไซเดอร์สามารถช่วยลดคอเลสเตอรอลในเลือดของหนูทดลองได้ แต่ยังคงไม่พบว่าจะให้ผลเช่นเดียวกันเมื่อทดลองในคน ส่วนในด้านการลดความดันโลหิตสูงและประโยชน์ในการรักษาโรคหัวใจ พบว่าไซเดอร์ช่วยลดความดันโลหิตของหนูได้ และเมื่อทดลองในคนก็พบว่า ผู้ที่รับประทานน้ำสลัดที่มีน้ำมันและน้ำส้มสายชูผสมกันสัปดาห์ละ 5-6 ครั้ง มีอัตราการเกิดโรคหัวใจต่ำกว่าผู้ที่ไม่ได้รับประทาน อีกหนึ่งประโยชน์ที่เห็นได้ชัดก็คือประโยชน์ในด้านการลดความอ้วนหรือลดน้ำหนัก เนื่องจากการรับประทานไซเดอร์ก่อนอาหารจะช่วยให้อิ่มเร็ว ความอยากอาหารลดลง จึงส่งผลให้ทานอาหารได้น้อยลงตามไปด้วย

ไซเดอร์...กินให้ถูกที่ถูกเวลา
ภาพจาก : http://hip2save.com/2014/02/05/5-ways-to-soothe-a-cold-naturally/

 

อย่างไรก็ดี แม้ว่าไซเดอร์จะจัดเป็นอาหารที่มากไปด้วยประโยชน์แบบครอบจักรวาล แต่หากรับประทานด้วยวิธีที่ไม่ถูกต้องก็อาจส่งผลเสียต่อร่างกายได้เช่นกัน การรับประทานไซเดอร์ไม่ควรรับประทานเดี่ยวๆเพียงอย่างเดียว เพราะด้วยความเป็นกรดที่ค่อนข้างสูงอาจมีผลร้ายทำลายอวัยวะภายใน บริเวณปาก ฟัน และลำคอได้ ทางที่ดีควรเจือจางด้วยน้ำสะอาดเสียก่อน โดยผสมไซเดอร์ 1 ช้อนชา กับน้ำ 1-2 แก้ว แล้วจึงนำมาดื่มรับประทาน หรืออาจรับประทานร่วมกับน้ำผึ้งก็ได้เช่นกัน

การบริโภคไซเดอร์วันละ 2 ช้อนชา ถือเป็นปริมาณที่เหมาะสม โดยมากนิยมผสมกับน้ำหรือน้ำผลไม้เพื่อเพิ่มความอร่อย แต่หากใครไม่ถูกใจกับรสชาติเปรี้ยวจัด ก็มีไซเดอร์ที่ผลิตออกมาในรูปแบบเม็ดเพื่อให้ง่ายต่อการรับประทานมากยิ่งขึ้น โดยปริมาณไซเดอร์แบบเม็ดที่แนะนำ คือ ประมาณ 285 มิลลิกรัม

แต่คุณรู้หรือไม่ว่า หากรับประทานไซเดอร์ในปริมาณที่มากเกินไปและผิดวิธี ไม่เพียงแต่เสียเงินโดยเปล่าประโยชน์แล้ว ยังส่งผลเสียต่อร่างกายอีกด้วย ปัญหาที่พบเมื่อคุณบริโภคไซเดอร์เกิดขนาด เช่น ผู้ที่มีปริมาณโพแทสเซียมในเลือดต่ำหรือเป็นโรคกระดูกพรุน หากรับประทานไซเดอร์มากเกินไปเป็นเวลานานอาจทำให้ระดับโพแทสเซียมต่ำและกระดูกบางลงมากกว่าเดิม ส่วนผู้ป่วยบางโรคโดยเฉพาะโรคเบาหวานควรได้รับคำปรึกษาจากแพทย์ก่อนการรับประทานเพราะอาจมีผลข้างเคียงที่อันตรายได้ เนื่องจากการดื่มไซเดอร์อาจมีผลต่อยาบางชนิด เช่น ยาขับปัสสาวะ ยาระบาย ยารักษาโรคหัวใจ และยารักษาโรคเบาหวาน รวมถึง รวมถึง กรดอะซิติกอาจเปลี่ยนแปลงระดับอินซูลินในเลือดของผู้ป่วยได้ ดังนั้นผู้ป่วยโรคดังกล่าวจึงควรหลีกเลี่ยง

การเลือกซื้อไซเดอร์สักขวด นอกจากจะต้องพิจารณาทั้งในด้านสรรพคุณในการรักษาโรค และเครื่องหมายรับรองคุณภาพทั้งเครื่องหมาย อย. หรือ มอก. และควรสังเกตวันผลิตและวันหมดอายุทุกครั้งก่อนการบริโภค เนื่องจากผลิตภัณฑ์ชนิดนี้จะมีความเสื่อมไปตามระยะเวลา หากรับประทานตอนหมดอายุไปแล้วอาจก่อให้เกิดโทษมากกว่าประโยชน์ที่จะได้รับก็เป็นได้ นอกจากนี้ เมื่อรับประทานแล้วควรปิดฝาให้สนิท และเก็บไว้ที่อุณหภูมิห้อง แห้ง และพ้นแสง เพื่อถนอมคุณภาพของไซเดอร์ให้เปลี่ยนแปลงให้น้อยที่สุด

อาหารเพื่อสุขภาพในปัจจุบันถูกโฆษณาชวนเชื่อเสียมาก บ้างก็มีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างแท้จริง แต่บ้างก็เป็นเพียงแค่คำโป้ปดที่คิดขึ้นมาเพื่อกวาดเงินออกจากกระเป๋าผู้บริโภค ดังนั้น การศึกษาข้อมูลของสินค้า รวมถึงการสังเกตสัญลักษณ์รับรองคุณภาพจะเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่จะช่วยป้องกันไม่ให้โดนหลอกได้ง่ายๆ อย่างไรก็ตาม แม้เราจะรับประทานอาหารเสริมที่ดีเลิศเพียงใด แต่หากอาหารหลักที่เรารับประทานอยู่ทุกมื้อในทุกวันไม่ดี และไม่มีการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อาหารเสริมชนิดไหนๆก็คงไม่สามารถช่วยอะไรเราได้ ฉะนั้น การหันมาดูแลสุขภาพกายให้ดี ประกอบกับการทานอาหารเสริมอย่างพอเหมาะ จะเป็นแนวทางที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้อย่างแน่นอน