กินถั่ว ไม่อ้วน?

กินถั่ว ไม่อ้วน?

การควบคุมน้ำหนักที่ได้ผลดี จะต้องทำหลายๆวิธีควบคู่กันไป ซึ่งหนึ่งในสิ่งที่ควรทำ ก็คือ การควบคุมอาหาร ที่จะช่วยให้คุณสามารถลดน้ำหนักได้อย่างเห็นผลชัดเจน ซึ่งการควบคุมอาหารก็มีหลากหลายคำถามว่าเราควรรับประทานอะไรที่จะช่วยให้ร่างกายได้รับประโยชน์มากที่สุด และไม่เหลือเก็บไปเป็นไขมันส่วนเกิน โดยหนึ่งในอาหารที่คนส่วนใหญ่เชื่อว่าสามารถช่วยควบคุมน้ำหนักได้ดี ก็คือ อาหารจำพวกถั่ว ซึ่งน่าจะมีไขมันต่ำและให้โปรตีนสูง แต่ถั่วที่ช่วยลดน้ำหนักก็จำเป็นต้องเลือกทานเช่นกัน เพราะไม่ใช่ว่าถั่วทุกประเภทจะสามารถลดน้ำหนักได้ดีเหมือนกันเสมอไป มาหาคำตอบว่าถั่วชนิดไหนจะเหมาะกับการลดน้ำหนักของคุณกันเถอะค่ะ

ถั่วลันเตา

ถั่วลันเตาน่าจะเป็นถั่วที่หาทานได้ง่าย และมักจะเป็นหนึ่งในวัตถุดิบที่ผู้ประกอบการมักจะหยิบมาใช้เป็นวัตถุดิบหลักเมื่อคิดจะผลิตอาหารหรือสแนคทรองท้องเพื่อสุขภาพ คุณสามารถมองหาถั่วลันเตามาเป็นอาหารว่างได้อย่างง่ายดาย โดยหากต้องการทานเพื่อลดน้ำหนักควรเลือกเป็นถั่วลันเตาแบบอบกรอบ ซึ่งจะให้พลังงานอยู่ที่ 81 กิโลแคลอรี่ ต่ออาหาร 100 กรัม อย่าเลือกถั่วลันเตาแบบทอดโดยเด็ดขาด เพราะน้ำมันจากการทอดจะเพิ่มแคลอรี่ให้คุณอีกมากมาย ซึ่งประโยชน์ของถั่วลันเตาก็มีมากมาย ทั้งการเป็นอาหารที่โปรตีนสูง ไขมันดี มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง และมีวิตามินบางชนิดที่ช่วยให้คอเรสเตอรอลชนิดไม่ดีลดลงได้ด้วย

ดังนั้น การรับประทานถั่วลันเตาจึงเป็นการเพิ่มโปรตีนที่สมบูรณ์ให้แก่ร่างกาย ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรง ส่งเสริมการทำงานของกระดูก กล้ามเนื้อ แต่อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่าถั่วชนิดนี้จะเหมาะกับบุคคลทุกคนเสมอไป เพราะหากใครที่ไม่ทานเนื้อสัตว์เลย อาจจะทำให้ขาดสารอาหารจากกรดอะมิโนบางตัวไปได้ เพราะในถั่วลันเตาไม่สามารถพบเจอกรดอะมิโนเมไทโอนีนได้ ทั้งๆที่กรดอะมิโนชนิดนี้จำเป็นต่อกระบวนการทำงานภายในร่างกาย การเป็นมังสวิรัติที่หวังว่าการรับประทานถั่วชนิดนี้จะช่วยให้ร่างกายไม่ขาดสารอาหารได้จึงเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง

ด้วยเหตุนี้เอง จึงยังแนะนำให้รับประทานอาหารประเภทเนื้อสัตว์หรือนมควบคู่ไปด้วย เพียงแต่ต้องบาลานซ์ปริมาณการรับประทานให้เหมาะสม เพื่อให้ร่างกายไม่ขาดกรดอะมิโนจำเป็นใดๆ นอกจากนี้ การรับประทานถั่วชนิดนี้มากจนเกินไปอาจเกิดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเก๊าส์ ดังนั้น หากใครทราบว่าตนเองเป็นหนึ่งในกลุ่มเสี่ยง ก็ควรควบคุมปริมาณการบริโภคให้พอเหมาะพอสมด้วยนะคะ

กินถั่ว ไม่อ้วน? eat pea
กินถั่ว ไม่อ้วน? eat pea — ภาพจาก : https://relish.com/articles/peas-kids-will-eat/

ถั่วปากอ้า

อีกหนึ่งชนิดถั่วที่ให้ประโยชน์ไม่แพ้กับถัวลันเตา ก็คือ ถั่วปากอ้า ซึ่งเป็นถั่วที่มากประโยชน์ที่ให้พลังงานเพียงแค่ 88 กิโลแคลอรี่ ต่ออาหาร 100 กรัม ถั่วปากอ้าจึงกลายเป็นอาหารกินเล่นสำหรับคนอยากผอมไปโดยปริยาย เพราะด้วยความที่เป็นถั่วที่มีรสชาติอร่อยและมีสารอาหารที่มีประโยชน์หลายประการ โดยหากจะกล่าวถึงคุณประโยชน์ของถั่วปากอ้า ก็จะเป็นที่รู้กันดีว่าถั่วชนิดนี้เป็นถั่วที่มีใยอาหารสูง ธาตุเหล็กสูง และยังมีสารต่างๆ เช่น โอเมก้า 3 วิตามินบี 1 เป็นต้น แต่ที่โดดเด่นและเป็นสาเหตุที่ทำให้คนที่ต้องการลดน้ำหนักหันมารับประทานถั่วชนิดนี้ ก็คือ ถั่วปากอ้ามีสารสารฟลาโวนอยด์ ที่มีส่วนช่วยในการลดไขมันส่วนเกินได้ด้วยนั่นเอง การรับประทานถั่วปากอ้าอย่างสม่ำเสมอจึงช่วยให้เสริมสุขภาพ ทำให้อายุยืน หรือลดโอกาสการเจ็บป่วยได้นั่นเอง

คุณสามารถหาซื้อถั่วปากอ้าได้หลายหลายรูปแบบ ทั้งแบบอบเกลือ หรือปรุงรสชาติต่างๆ เพื่อเป็นอาหารทานเล่นหรือทานรองท้องเวลาหิว อย่างไรก็ตาม ถั่วปากอ้าถือเป็นหนึ่งในถั่วที่อันตรายสำหรับใครบางคนหากรับประทานอย่างไม่ถูกวิธี เพราะในถั่วปากอ้าที่ยังไม่ปรุงสุกจะมี ‘สารฟาวิกเอเจนต์’ ที่มีผลต่อบุคคลบางคน ที่หากได้รับเข้าไปจะนำพาโอกาสการเกิดโรคโลหิตจาง หายใจถี่ อ่อนเพลีย หนาวสั่น คลื่นไส้เป็นไข้ และไตวายได้เลย ยิ่งเฉพาะในเด็กด้วยแล้วความรุนแรงยิ่งมีมากขึ้นกว่าในผู้ใหญ่

ดังนั้น จึงเห็นได้ว่าถั่วปากอ้าห้ามบริโภคแบบดิบๆ ถ้าอยากปลอดภัยก็ต้องทำให้สุกก่อน จะด้วยการให้ความร้อนรูปแบบใดก็ได้ เช่น ถั่วต้ม ถั่วทอด ถั่วอบ ทั้งนี้ก็เพื่อฆ่าหรือกำจัดสารร้ายในถั่วปากอ้าให้น้อยลงนั่นเอง

ไม่เพียงแค่นั้น เพราะถึงจะทำถั่วให้สุกแล้ว แต่ก็ยังมีบางคนที่ทานถั่วปากอ้าไม่ได้เลย เพราะร่างกายบกพร่องต่อการทำงานของเอนไซม์บางตัวในร่างกาย หรือเรียกง่ายๆว่าเป็นกลุ่มคนที่เป็น “โรคแพ้ถั่วปากอ้า” ก็ได้ บุคคลผู้โชคร้ายที่เป็นโรคนี้พบได้ประมาณ 400 ล้านคนจากประชากรทั้งหมดในโลก สาเหตุมาจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรม ดังนั้น ถ้าเกิดว่าบรรพบุรุษของคุณเคยมีอาการแพ้ถั่วชนิดนี้ คุณเองก็อาจจะเกิดอาการเดียวกันได้ ที่สำคัญที่สุด คือ อาการแพ้นี้ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ดังนั้น ผู้ป่วยกลุ่มนี้จึงต้องระมัดระวังการรับประทานอาหารให้มากๆ

อาหารทุกอย่างกินให้มีประโยชน์หรือกินแล้วเป็นอันตรายต่อคนได้ทั้งนั้น ดังนั้น จึงควรตรวจร่างกายให้รู้ว่าตัวเองแพ้อะไร ระวังอันตราย และเลือกทานอาหารให้สมดุล เพื่อให้ร่างกายมีความปลอดภัยมากที่สุด