การดูแลสุขภาพ, บทความน่ารู้, บทความสุขภาพ

กินไข่แล้วแผลนูน จริงหรือ? 

กินไข่แล้วแผลนูน จริงหรือ?  

เป็นเรื่องธรรมดาที่คนเราจะต้องมีอาการเจ็บปวดเกิดขึ้นกับตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นความเจ็บป่วยที่หนักหนาสาหัส หรือเป็นเพลงความเจ็บป่วยเล็กๆน้อยๆ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นความเจ็บปวดในรูปแบบใด การรู้จักวิธีการในการดูแลตัวเองก็ถือเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ซึ่งเราควรจะรู้และลงมือทำเพื่อให้ตัวเองไม่ได้รับอันตรายในรูปแบบที่ใครๆก็ไม่ต้องการ  

  อีกหนึ่งรูปแบบของการดูแลตัวเองที่ต้องพบเจอบ่อยๆ ก็คือ การดูแลหลังเกิดบาดแผล คุณอาจจะได้รับบาดแผลบนผิวหนัง ซึ่งก็เป็นสิ่งสำคัญที่คุณควรที่จะต้องดูแลเช่นกัน เพราะหากคุณมีการดูแลมันไม่ดีอาจจะทำให้บาดแผลที่เกิดขึ้นดูไม่สวยงาม กลายเป็นตำหนิ และทำให้เป็นแผลที่กลายตำหนิอยู่บนร่างกายของตัวเองตลอดไปได้ 

  และก็มีความเชื่อว่าหากเมื่อใดก็ตามที่คุณเป็นแผล ไม่ควรที่จะรับประทานไข่ เพราะจะทำให้แผลเป็นที่คุณมีอยู่ไม่เรียบแบนและนูนขึ้นมา ความเชื่อที่กล่าวถึงนี้เป็นเรื่องจริงหรือไม่ ลองมาหาคำตอบกันดูก่อนค่ะ  

กินไข่แล้วแผลนูน จริงหรือ? 
กินไข่แล้วแผลนูน จริงหรือ?  — ภาพจาก : https://www.freepik.com/free-photo/woman-with-scar-her-arm_996476.htm#page=1&query=scar&position=1

  ก่อนอื่นต้องทราบก่อนว่า…อาหารจำพวกไข่หรืออาหารที่มีไข่เป็นส่วนประกอบ จะทำให้เราได้รับสารอาหารที่เรียกว่าโปรตีน ซึ่งโปรตีนก็มีหน้าที่ในการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอในร่างกาย ไม่ว่าจะเป็น การสร้างเนื้อเยื่อ หรือส่วนประกอบต่างๆ ของอวัยวะภายในร่างกาย  

  เมื่อเราเกิดแผล เนื้อเยื่อผิวหนังก็ย่อมจะถูกทำลาย จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีโปรตีนเข้ามาเพื่อที่จะฟื้นฟูให้เนื้อเยื่อกลับมาหายได้อย่างรวดเร็ว แต่เหตุใดถึงกล่าวว่า…เมื่อใดก็ตามที่เราเป็นแผลไม่ควรที่จะรับประทานไข่ เหตุผลก็เพราะเป็นความเชื่อที่ผิดๆของหลายคนว่าการรับประทานไข่จะทำให้เกิดเป็นแผลเป็นหรือแผลนูน ซึ่งจริงแล้วเป็นความคิดที่ผิดอย่างยิ่ง ในทางกลับกัน การรับประทานไข่กลับเป็นเหตุผลที่จะทำให้แผลของคุณหายได้อย่างรวดเร็วมากขึ้นต่างหาก  

แล้วปัจจัยใดกันแน่ที่จะทำให้แผลที่เกิดขึ้นนั้นมีลักษณะนูนและเป็นสิ่งที่เราไม่ต้องการ ก็ต้องตอบว่าสาเหตุที่ทำให้แผลนูนอาจจะยังไม่สามารถหาสาเหตุที่ชัดเจนได้อย่างแน่ชัด แต่ก็มีการสันนิษฐานเอาไว้ว่าการที่แผลในตำแหน่งนั้นๆ มีอาการนูนขึ้นมา อาจจะเป็นเพราะแผลเกิดขึ้นในผิวหนังบริเวณที่ค่อนข้างตึง เช่น หัวเข่า ข้อศอก หัวไหล หรือหน้าอก  

อีกหนึ่งงข้อสันนิษฐานที่อาจจะเกิดขึ้น ก็คือ แผลนูนที่เกิดขึ้นเกิดมาจากการที่เป็นแผลคีลอยด์ ซึ่งมักเกิดขึ้นกับผู้ป่วยที่มีผิวสีเข้ม และมักเกิดขึ้นในตำแหน่งบางตำแหน่ง เช่น บริเวณหัวไหล่ ติ่งหู กลางหน้าอก เป็นต้น นอกจากนี้ อาจจะมีสาเหตุมาจากพันธุกรรมที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากพ่อแม่สู่ลูกก็เป็นได้  

เมื่อใดก็ตามที่เกิดอาการแผลเป็นนูน ความจริงก็ยังสามารถที่จะแก้ไขมันได้ โดยอาจจะใช้เป็นวิธีการนวดบริเวณรอบๆแผลหลังจากที่แผลนั้นหายสนิทแล้วประมาณ 3 ถึง 6 เดือนแรก การนวดก็จะช่วยลดความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดแผลเป็นที่นูนขึ้นมาได้ อย่างไรก็ตามนั้น หากแผลที่คุณมีอยู่มีขนาดใหญ่ หรืออาจจะนวดมันได้อย่างยากลำบาก เช่น แผลเป็นที่เกิดขึ้นจากอาการไฟไหม้ น้ำร้อนลวก เป็นต้น ก็อาจจะต้อง ใช้เครื่องมือบางอย่างเข้ามาช่วย เช่น การเอาผ้ามารัดบริเวณบาดแผลเอาไว้ เป็นต้น  

ทั้งนี้ ก็ยังมีอีกหลายวิธีที่จะช่วยให้แผลเป็นที่คุณเกิดขึ้นไม่มีลักษณะนูนขึ้นมาได้ ซึ่งคุณสามารถขอคำแนะนำจากแพทย์ผู้รักษาคนได้โดยตรง 

กินไข่แล้วแผลนูน จริงหรือ? 
กินไข่แล้วแผลนูน จริงหรือ?  — ภาพจาก : https://www.freepik.com/premium-photo/woman-applying-scar-removal-cream-healed-cooking-oil-burn-scar-her-hands-healing-removal-hot-oil-burn-treatment-vitamin-e-scars-care-skin-care-products-medical-cream_7466564.htm#page=1&query=scar&position=12

 นอกจากนี้ เรายังมีวิธีการง่ายๆที่จะช่วยให้คุณสามารถดูแลแผลที่เกิดขึ้นได้เป็นอย่างดี และลดโอกาสของการที่แผลจะเปลี่ยนสภาพไปเป็นแผลเป็น ซึ่งมีวิธีการในการดูแลตัวเองง่ายๆ ดังต่อไปนี้  

1 ต้องรักษาความสะอาดของแผลและผิวหนังบริเวณโดยรอบให้มีความสะอาดอยู่สม่ำเสมอ และทำความสะอาดให้ถูกวิธี เพื่อไม่ให้แผลเกิดการติดเชื้อ  

2 เมื่อแผลแห้งแล้วควรจะต้องเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว โดยอาจจะเป็นการทาโลชั่นหรือการทาครีมเพื่อลดอาการคัน 

3 ลดการเกิดแผลเป็นโดยการใช้มือนวดเบาๆบริเวณแผลที่เกิดขึ้น โดยนวดหลังจากที่แผลนั้นๆหายแล้ว  

4 สวมเสื้อผ้าที่ไม่รัดตึง เพื่อป้องกันผิวที่ถูกสร้างขึ้นมาใหม่จากการเสียดสีกับเสื้อผ้าหรือสิ่งต่างๆที่อยู่บริเวณโดยรอบ  

5 ไม่ควรใช้มือเกาหรือถูบริเวณที่เกิดแผล แม้ว่าจะเกิดอาการคันเท่าไหร่ก็ต้องอดทนเอาไว้ เพราะการทำแบบนี้จะทำให้ผิวหนังถลอกและติดเชื้อได้ง่ายมากขึ้นกว่าเดิม    

6 หลีกเลี่ยงการโดนแสงแดดโดยตรง เพราะแสงแดดจะทำให้ผิวหนังถูกทำร้ายมากยิ่งขึ้น ยิ่งเป็นช่วงเวลาที่มีแผล ผิวหนังบริเวณนั้นก็จะยิ่งมีความอ่อนแอมากขึ้น

การรับประทานไข่ไม่ใช่ข้อห้ามของการดูแลตัวเองในขณะที่คุณกำลังเกิดแผล ในทางกลับกัน คุณควรที่จะได้รับสารอาหารให้ครบ 5 หมู่ เพื่อที่จะได้นำเอาสารอาหารเหล่านั้นไปใช้ในการส่งเสริมหรือซ่อมแซมร่างกายนั่นเอง 

  จะเห็นได้ว่าการดูแลตัวเองเมื่อเกิดบาดแผลตั้งแต่ไม่ใช่สิ่งที่ยากเกินไปเลย แค่คุณอย่าหลงเชื่อกับความคิดที่ผิด และต้องคอยศึกษาถึงเทคนิคหรือวิธีการในการดูแลตัวเองที่ถูกต้องอยู่เสมอ ก็จะทำให้ตัวเองได้รับประโยชน์ที่ดีที่สุด และจะทำให้แผลเป็นหรือโรคต่างๆที่เกิดขึ้นกับคุณสามารถหายไปได้อย่างรวดเร็ว ไม่ต้องเสี่ยงต่อการเกิดแผลเป็นในอนาคตให้หมดความสวยงาม