การดูแลสุขภาพ, บทความน่ารู้, บทความสุขภาพ, สุขภาพ, สุขภาพดี

รักษาฝ้าจางได้ด้วยตัวเองทำอย่างไร

รักษาฝ้าจางได้ด้วยตัวเองทำอย่างไร

ปัญหาฝ้าบนใบหน้าน่าจะเป็นปัญหาหนึ่งที่หญิงสาวส่วนใหญ่กลุ้มใจและไม่ต้องการให้มันเกิดขึ้นบนใบหน้าของเรา แต่เมื่อเรามีอายุมากขึ้น มีการเผชิญหน้ากับแสงแดดและรังสีต่างๆ นานๆวันเข้าก็คงหลีกเลี่ยงไม่ได้กับการที่จะเกิดเป็นฝ้าขึ้นบนผิวหน้าของเรา โดยเฉพาะบริเวณที่โดนแดดมากๆอย่างบริเวณแก้มหรือหน้าผากก็จะเป็นบริเวณที่สามารถสังเกตเห็นฝ้าได้ง่ายมากขึ้น

ในบทความนี้เราจะมาแนะนำถึงเหตุผลของการเกิดฝ้า รวมถึงวิธีการในการกำจัดฝ้าเหล่านี้ให้จางหายไป ด้วยวิธีง่ายหลายกหลายวิธี

ฝ้า (Melasma) เกิดมาจากกระบวนการที่เม็ดสีทำงานมากจนเกินไป เนื่ี่องจากผิวโดนแดดและแสงแดดไปกระตุ้นจนทำให้เกิดเป็นฝ้าขึ้นมา นอกจากนี้ อาจจะเกิดฝ้ามาจากสาเหตุอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น การทานยาบางชนิด การกินยาคุมกำเนิด การใช้เครื่องสำอางบางชนิดที่อาจมีผลต่อการแพ้และกระตุ้นให้เม็ดสีเมลานิน หรือการที่ร่างกายมีฮอร์โมนบางอย่างเปลี่ยนแปลง รวมไปถึงกรรมพันธุ์จากบรรพบุรุษก็มีส่วนที่จะทำให้คุณเกิดฝ้าได้ด้วยเช่นเดียวกัน ซึ่งมักเห็นว่าคนผิวเข้มจะมีโอกาสเป็นฝ้าได้ง่ายมากกว่าคนผิวขาวอีกด้วย

ฝ้าที่เกิดขึ้นอาจมีลักษณะเป็นปื้นหรือเป็นกระจุกได้ มักพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย และส่วนใหญ่จะพบในวัยกลางคนที่มีอายุตั้งแต่ 30-40 ปีขึ้นไป ลักษณะของการเกิดฝ้าจะมีด้วยกัน 3 ชนิด ได้แก่ 1) ฝ้าแบบตื้น เกิดได้ง่ายที่สุดที่ระดับผิวหนังกำพร้า 2) ฝ้าแบบลึก เกิดในระดับชั้นผิวหนังแท้ รักษาได้ยากกว่าฝ้าแบบตื้น 3) ฝ้าแบบผสม เกิดทั้งในระดับชั้นหนังกำพร้าและหนังแท้ และถือเป็นฝ้าที่พบได้มากที่สุด

รักษาฝ้าจางได้ด้วยตัวเองทำอย่างไร
รักษาฝ้าจางได้ด้วยตัวเองทำอย่างไร — ภาพจาก : https://www.freepik.com/premium-photo/eye-hair-soft-focus_2733770.htm#page=1&query=Melasma%20skin&position=11

แต่เมื่อมีฝ้าเกิดขึ้นมาแล้ว สิ่งที่ต้องรู้คือฝ้าไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่ก็อยากให้รู้ถึงวิธีการในการทำให้ฝ้าจางลงอย่างเหมาะสม ซึ่งในวันนี้เราจะมาแนะนำวิธีในการรักษาฝ้าด้วยวิธีธรรมชาติกันค่ะ วิธีในการรักษาฝ้าสามารถทำได้หลากหลายวิธี ยกตัวอย่างเช่น

1 การรับประทานวิตามินวิตามิน วิตามินบำรุงร่างกายมีอยู่หลากหลายประเภท ในส่วนของวิตามินที่จะมีส่วนช่วยในการรักษาฝ้าได้ควรจะเป็นวิตามินเอ วิตามินซี และวิตามินอี ซึ่งวิตามินทั้ง 3 ขนิดนี้จะช่วยบำรุงผิวจากภายใน ทำให้ผิวมีความแข็งแรง และสามารถที่จะคงทนต่อแสงแดดได้ดี ดังนั้น จึงเป็นการช่วยป้องกันการเกิดฝ้าใหม่ขึ้นมาได้

2 การใช้ไซเดอร์ การใช้ไซเดอร์หรือน้ำส้มสายชูหมักแอปเปิ้ลก็มีความสามารถในการช่วยลดฝ้าได้เช่นกัน ซึ่งวิธีการก็คือ เราจะนำเอาไซเดอร์มาแทนการใช้ด้วยโทนเนอร์ โดยนำเอาไซเดอร์ผสมกับน้ำอุ่นเพียงเล็กน้อยก่อนที่จะนำไปใช้ทาบนใบหน้า ไซเดอร์มีสรรพคุณเป็นกรดและมีโพแทสเซียมสูง ซึ่งมีส่วนในการช่วยผลัดเซลล์ผิวและทำให้ผิวดูกระจ่างใสได้ อย่างไรก็ตาม สำหรับคนที่มีผิวแพ้ง่ายไม่ควรจะใช้วิธีการนี้ในการรักษาฝ้า เพราะอาจจะทำให้คุณผิวเสียมากไปกว่าเดิมได้

3 การใช้น้ำสมุนไพร น้ำใบบัวบกเป็นสมุนไพรที่มาจากธรรมชาติที่สามารถนำมาใช้เช็ดหน้าแทนโทนเนอร์ได้เช่นกัน วิธีการก็คือการนำเอาน้ำใบบัวบกเช็ดไปที่ผิวหน้า และปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 10-15 นาที จากนั้นจึงล้างออกให้สะอาด น้ำใบบัวบกสามารถช่วยลดฝ้าลงได้ทีละน้อยๆเมื่อใช้อย่างต่อเนื่อง

4 ทาครีมบำรุงผิว ในปัจจุบันมีครีมบำรุงผิวมากมายที่ผลิตออกมาเพื่อคุณสมบัติในการช่วยลดรอยฝ้าได้ ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะมีส่วนผสมของ Vitamin C Arbutin และ AHA ซึ่งหากต้องการให้เห็นผลที่ดีก็จะต้องมีการใช้ครีมบำรุงผิวอย่างสม่ำเสมอ และใช้ติดต่อกันในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ทั้งนี้ ผลที่เกิดขึ้นก็จะต้องขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละบุคคลด้วย

5 การรักษาได้ยาทาฝ้า เป็นวิธีสุดท้ายที่จะช่วยในการทำให้ฝ้าจางลงได้ โดยยาประเภทนี้จะทำให้ฝ้าเดิมที่มีอยู่ลดลงและเป็นการป้องกันให้เกิดฝ้าใหม่ขึ้นมาด้วย ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ยาทาฝ้าจะทำงานได้ดีและมีประสิทธิภาพมากขึ้นเมื่อมีการทาควบคู่ไปกับครีมกันแดด และการที่จะเลือกใช้ยาทาฝ้าในการดูแลผิวหน้าของคุณ ควรที่จะต้องมีการปรึกษาเภสัชกรหรือแพทย์ผู้เชี่ยววชาญเฉพาะทางเสียก่อน เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่เกิดอาการแพ้หรือเป็นผลเสียต่อผิวหน้าของคุณ

รักษาฝ้าจางได้ด้วยตัวเองทำอย่างไร
รักษาฝ้าจางได้ด้วยตัวเองทำอย่างไร — ภาพจาก : https://www.freepik.com/premium-photo/asian-woman-checking-face-with-dark-spot-mirror_5919028.htm#page=1&query=Melasma&position=2

ถึงแม้ว่า 5 วิธีต่างๆนี้จะเป็นวิธีการที่ถูกพัฒนาขึ้นมาจากในอดีต และมีคุณสมบัติที่จะช่วยทำให้ฝ้าคุณจางหายไปได้ แต่วิธีการป้องกันที่ดีที่สุดที่จะทำไม่ให้เกิดฝ้าขึ้นมา ก็คือ การพยายามหลีกเลี่ยงแสงแดดและใช้ครีมกันแดดที่มีค่าเอสพีเอฟไม่ต่ำกว่า 30 ในการปกป้องผิวทุกครั้งที่ต้องมีการออกแดด สวมหมวก กางร่ม หรือสวมเสื้อผ้าที่ป้องกันผิวอย่างมิดชิด รวมไปถึงการหลีกเลี่ยงรังสีจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นอีกต้นเหตุที่ทำให้เกิดฝ้าได้เช่นเดียวกัน

สำหรับใครที่มีการใช้เครื่องสำอางก็ต้องเลือกแบบที่มีคุณภาพ หากใช้แล้วเกิดความผิดปกติกับผิวหรือใช้แล้วเกิดฝ้า ก็ควรที่จะหยุดใช้ทันที และรีบนำไปปรึกษาแพทย์โดยด่วน ก่อนที่ปัญหาที่เกิดขึ้นกับผิวหน้าของคุณจะลุกลามและบานปลายมากขึ้นไปกว่าเดิม