การดูแลสุขภาพ, บทความน่ารู้, บทความสุขภาพ, สุขภาพ, สุขภาพดี, สุขภาพน่ารู้, อาหารเพื่อสุขภาพ

เลิกกาแฟ ทำอย่างไร

เลิกกาแฟ ทำอย่างไร

กิจกรรมที่เกิดขึ้นหลังจากตื่นเช้ามาของหลายๆคนน่าจะเป็นการพยายามปลุกตัวเองให้มีความสุข สดชื่น และตื่นเต็มตาด้วยการดื่มกาแฟแก้วโปรดสักแก้วหนึ่ง ซึ่งการที่เรามีการเสพติดกาแฟซ้ำๆเป็นประจำทุกๆวัน อาจจะทำให้เรากลายเป็นคนที่ไม่สามารถเลิกทานกาแฟได้ จำเป็นต้องกินทุกวัน หากเมื่อใดก็ตามที่หยุดหรือขาดมันไป อาจจะเกิดอาการกระสับกระส่ายทำงานไม่ได้ ไม่มีสติ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในอาการที่หนักหน่วงที่จำเป็นที่จะต้องแก้ไขด้วยการถอนคาเฟอีน

สำหรับใครก็ตามที่รู้สึกว่าการบริโภคกาแฟของเราเริ่มมากจนเกินไป และเกิดเป็นอาการเสพติดคาเฟอีนเข้าไปแล้ว ถึงเวลาแล้วที่คุณต้องการจะหยุดหรือเลิกมันให้น้อยลงเพื่อไม่ให้ส่งผลเสียต่อสุขภาพมากไปกว่านี้ วันนี้เรามีวิธีการง่ายๆในการที่จะช่วยแนะนำให้คุณสามารถเลิกดื่มกาแฟได้ค่ะ

เลิกกาแฟ ทำอย่างไร
เลิกกาแฟ ทำอย่างไร — ภาพจาก : https://www.freepik.com/free-photo/serious-dissatisfied-guy-makes-stop-gesture-refuses-doing-something-says-no-holds-takeout-coffee-cup-wears-eyewear-yellow-casual-clothes_12495990.htm#page=1&query=coffee%20no%20drink&position=3

ความรุนแรงของอาการเสพติดกาแฟจะแตกต่างกันไปตามปริมาณคาเฟอีนที่คุณดื่มในแต่ละวัน หากคุณยิ่งดื่มมาก อาการก็จะยิ่งรุนแรงมากเมื่อไม่ได้ดื่ม โดยอาการอาจจะเกิดขึ้นใน 12-24 ชั่วโมงหลังจากหยุดดื่มกาแฟ และเกิดขึ้นอย่างนี้ต่อเนื่องนานเป็นสัปดาห์ ซึ่งหากคุณมีการเสพติดกาแฟไปแล้ว แน่นอนว่ามันจะส่งผลเสียต่อทั้งสุขภาพจิตและสุขภาพกายในระยะยาว

หากกล่าวถึงผลกระทบของสุขภาพกายภายหลังจากการขาดคาเฟอีน จะพบว่าคุณมักจะมีอาการปวดศีรษะ เกิดภาวะอ่อนเพลีย ง่วงซึม และคุณมักจะแก้ไขโดยการเร่งเติมคาเฟอีนกลับเข้าไปในร่างกาย เพื่อให้อาการดีขึ้น ซึ่งจะใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง

ในส่วนของสุขภาพจิต คุณจะรู้สึกกระวนกระวาย กังวล อารมณ์เสีย ไม่มีสมาธิ และรู้สึกว่าจะไม่สามารถทำงานต่อได้หากไม่ได้ดื่มกาแฟ เพราะความเคยชินที่เคยได้รับมันมาอย่างมากมายและต่อเนื่องเป็นเวลานาน เมื่อต้องอดหรือหยุดก็ย่อมส่งผลกระทบต่อจิตใจอย่างแน่นอน

วิธีการที่เราจะสามารถแก้ไขอาการเสพติดคาเฟอีนได้มีดังต่อไปนี้

1 อย่าคิดที่จะหยุดทันที

การหักดิบโดยการเลิกดื่มกาแฟเลยในทันทีนั้นเป็นสิ่งที่ผิด วิธีการที่เหมาะสมกว่าคือการพยายามค่อยๆลดปริมาณการดื่มกาแฟลงทีละน้อยๆ ให้ร่างกายค่อยๆปรับตัวและไม่หยุดแบบกระทันหัน ก็จะช่วยทำให้สามารถเลิกกาแฟได้อย่างยั่งยืนมากกว่า

2 งดรับประทานคาเฟอีนจากแหล่งอื่นๆ

ไม่ใช่เพียงแค่เครื่องดื่มกาแฟเพียงอย่างเดียวเท่านั้นที่มีสารคาเฟอีน หากต้องการให้อาการเสฟติดคาเฟอีนหายไปอย่างเด็ดขาด คุณจำเป็นที่จะต้องเลิกรับประทานเครื่องดื่มอื่นๆที่ไม่มีคาเฟอีนด้วย โดยคาเฟอีนสามารถอยู่ในอาหารและเครื่องดื่มได้หลายๆประเภท ไม่ว่าจะเป็น ชา โกโก้ น้ำอัดลม ช็อกโกแลต เครื่องดื่มชูกำลัง หรือเครื่องดื่มเกลือแร่ เพราะฉะนั้นหากต้องการที่จะลดละเลิกคาเฟอีนให้ได้อย่างจริงจังต้ องลดเครื่องดื่มต่างๆเหล่านี้ด้วย

3 เรียกดื่มกาแฟแบบ Decaf

สำหรับคนที่ยังไม่สามารถตัดใจจากกาแฟได้ลง อาจจะต้องลองเลือกดื่มเป็นกาแฟแบบที่ไม่มีส่วนผสมของคาเฟอีนหรือ Decaf มาดื่มแทน ซึ่งกาแฟประเภทนี้จะมีกลิ่นและรสชาติที่ใกล้เคียงกับกาแฟแบบปกติ เพียงแต่ว่าจะมีปริมาณคาเฟอีนที่น้อยกว่ามากๆ จนแทบจะไม่มีเลย ซึ่งก็จะเป็นตัวช่วยที่ทำให้คุณสามารถเลิกคาเฟอีนได้ดีขึ้น หากดื่มกาแฟแบบนี้ไปสักพักคุณอาจจะสามารถปรับตัวได้และไม่เรียกร้องหากาแฟอีกเลยก็ได้

เลิกกาแฟ ทำอย่างไร
เลิกกาแฟ ทำอย่างไร — ภาพจาก : https://www.freepik.com/free-photo/close-up-hands-barista-make-latte-coffee-art-paint_4743664.htm#page=2&query=coffee&position=46

4 การดื่มเครื่องดื่มอื่นๆทดแทน

หากคุณต้องการให้ร่างกายสดใสสดชื่นก็ไม่จำเป็นที่จะต้องดื่มกาแฟอย่างเดียว ลองหาเครื่องดื่มอื่นๆที่ไม่มีคาเฟอีนแต่มีความเปรี้ยวหรือความซ่า มาช่วยทำให้คุณนั้นได้รับการกระตุ้นที่ดีขึ้นก็จะช่วยได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้ ก็ต้องพิจารณาความเหมาะสมของแคลอรี่ที่คุณจะได้รับด้วย

5 ดื่มน้ำเปล่าขับพิษ

น้ำดื่มที่เป็นน้ำเปล่ายังคงเป็นสิ่งที่ร่างกายต้องการ และยังมีส่วนช่วยในการขับสารคาเฟอีนออกจากร่างกายได้ดีเป็นอย่างยิ่งอีกด้วย แถมการดื่มน้ำยังช่วยลดผลข้างเคียงต่างๆที่เกิดขึ้นจากการที่คุณได้รับคาเฟอีน ไม่ว่าจะเป็น การลดอาการปวดหัว ลดอาการกระสับกระส่ายได้เป็นอย่างดีด้วย

คิดว่าบทความนี้น่าจะช่วยให้ผู้คนที่กำลังเสพติดกับการดื่มกาแฟวันละหลายๆแก้ว สามารถที่จะลดปริมาณการดื่มกาแฟลงได้ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วการดื่มกาแฟก็ไม่ได้เป็นสิ่งที่เลวร้ายต่อสุขภาพมากจนเกินไปหากคุณเลือกดื่มในปริมาณที่เหมาะสมสำหรับคนแต่ละช่วงอายุ เพราะแต่ละวัยย่อมมีความสามารถในการรับคาเฟอีนได้ไม่เหมือนกัน

โดยหากเป็นวัยผู้ใหญ่ ปริมาณของคาเฟอีนที่เหมาะสมที่ผู้ใหญ่สามารถรับได้ในแต่ละวันไม่ควรเกิน 200-300 มิลลิกรัม ส่วนวัยรุ่นควรได้รับคาเฟอีนอยู่ที่ 100 มิลลิกรัม ต่อคนต่อวัน ซึ่งถือเป็นปริมาณที่เพียงพอแล้วสำหรับการกระตุ้นให้ระบบประสาทตื่นตัว ทั้งนี้ ปริมาณการบริโภคคาเฟอีนเพื่อกระตุ้นร่างกายในแต่ละบุคคลอาจจะให้ผลไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับความไวของร่างกายในการตอบสนองต่อคาเฟอีนของแต่ละบุคคลด้วย

จะเห็นได้ว่า การบริโภคคาเฟอีนในระดับที่เหมาะสม นอกจากจะไม่เป็นอันตรายแล้ว ยังเป็นผลดีต่อสุขภาพอีกด้วย เพียงแค่คุณรู้จักปริมาณที่เหมาะสมและดื่มมันถูกเวลาเท่านั้นเอง แต่สำหรับคนที่ดื่มเกินความต้องการของร่างกายไปมากๆ ก็ต้องรู้จักวิธีการในการลดลงมาให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เพื่อให้ร่างกายได้รับประโยชน์จากมันให้ได้มากที่สุดนั่นเอง