Uncategorized, การดูแลสุขภาพ, บทความน่ารู้, บทความสุขภาพ, สุขภาพ, สุขภาพดี, สุขภาพน่ารู้

โลหิตจาง อันตรายกว่าที่คิด

โลหิตจาง อันตรายกว่าที่คิด

 

เลือดเป็นสิ่งสำคัญที่หล่อเลี้ยงชีวิต หากมนุษย์ขาดเลือดหรือมีเลือดที่ไม่สมบูรณ์ ก็ย่อมจะหาความ สงบในชีวิตได้ยาก และอาจจะก่อให้เกิดโรคภัยต่างๆมากมายที่ถาโถมมเข้ามาตลอดเวลา

หากวิเคราะห์สัดส่วนของเลือดในร่างกายมนุษย์ จะพบว่ามนุษย์จะมีเลือดไหลเวียนอยู่ในร่างกายประมาณ 7-10 % ของน้ำหนักตัว หรือคิดเป็นปริมาตรประมาณ 4-6 ลิตร ในเลือดจำนวนนี้จะแบ่งย่อยออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ส่วนที่ 1 เม็ดเลือด คิดเป็น 40% ของเลือดทั้งหมด และส่วนที่ 2 คือ ของเหลวที่เรียกว่า พลาสมา อีก 60% ของเลือดทั้งหมด ซึ่งในพลาสมาจะประกอบด้วยน้ำ 90% และโปรตีนหรือสารอินทรีย์ชนิดต่างๆ เช่น ฮอร์โมน, สารอาหารอีก 10%

การที่เลือดประกอบไปด้วยเม็ดเลือดและสารเคมีหลายชนิดเช่นนี้ จึงทำให้เลือดมีบทบาทสำคัญต่อการทำงานของอวัยวะต่างๆทั่วทั้งร่างกาย และเราจำเป็นต้องรู้ถึงสภาวะของเลือดในร่างกายอยู่เสมอ ซึ่งสามารถทำได้ด้วยการตรวจเลือด ทั้งนี้ การตรวจเลือดจะมีประโยชน์อย่างยิ่ง เพราะจะเป็นวิธีการเบื้องต้นในการคัดกรอง การวินิจฉัยโรค รวมถึงการติดตามการรักษาในหลายภาวะได้

ในส่วนของความสมบูรณ์ของเลือดก็เป็นสิ่งสำคัญที่จำเป็นที่จะต้องตรวจเช็คอยู่เสมอเช่นกัน เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่คุณมีความสมบูรณ์ของเลือดที่ไม่เพียงพอ ก็อาจจะทำให้คุณได้รับอันตรายร้ายแรงได้จากการป่วยเป็นโรคบางอย่างได้

โลหิตจาง อันตรายกว่าที่คิด
โลหิตจาง อันตรายกว่าที่คิด — ภาพจาก : https://infusionassociates.com/injection-therapy/iron-deficiency-anemia-in-ckd/

หนึ่งในปัญหาเกี่ยวกับเลือดที่เกิดขึ้นบ่อยๆและทำให้มนุษย์มีความอ่อนแอในชีวิตเป็นอย่างมาก ก็คือ ปัญหาภาวะเลือดจาง ซึ่งจากข้อมูลขององค์การอนามัยโลกในปี 2551 พบว่าประมาณ 25% ของคนทั่วโลกพบปัญหาโลหิตจาง ซึ่งถือว่าเป็นสัดส่วนที่ไม่น้อยเลย ทั้งนี้ การเกิดภาวะเลือดจางมาจากสาเหตุสำคัญ 2 สาเหตุได้แก่

1 การสร้างเม็ดเลือดแดงที่น้อยลง อันเนื่องมาจากการขาดสารอาหารที่จำเป็นที่จะเป็นสารตั้งต้นในการสร้างเม็ดเลือดแดง ไม่ว่าจะเป็น ธาตุเหล็ก โฟเลต วิตามินบี 12 หรืออาจจะเป็นการป่วยเป็นโรคบางอย่างเช่น มะเร็งเม็ดเลือดขาว โรคไขกระดูกฝ่อ เป็นต้น

2 การสูญเสียเม็ดเลือดแดงจากกระแสเลือด อาจจะเกิดขึ้นจากการเสียเลือดทั้งแบบเฉียบพลันและแบบเรื้อรัง รวมไปถึงการที่เม็ดเลือดแดงแตก หรือถูกทำลายไปอย่างรวดเร็วกว่าปกติ เช่น โรคกรรมพันธุ์บางโรคอย่าง โรคธาลัสซีเมีย เป็นต้น หรืออาจจะเป็นเพราะการมีเลือดออกในทางเดินอาหารหรืออวัยวะในร่างกาย เช่น โรคกระเพาะ โรคริดสีดวงทวาร โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่

สำหรับอาการทั่วๆไปของคนที่พบเจอกับภาวะของการเป็นโรคโลหิตจาง ก็จะมีอาการซีด ไม่สดชื่น อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร มึนงง หน้ามืด และหากมีอาการโลหิตจางมากๆ อาจจะเป็นลม หมดสติ หัวใจวายได้เลย

ทั้งนี้ การมีภาวะโลหิตจางอาจจะเกี่ยวข้องกับปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการขาดสมาธิในการทำงานหรือการเรียน หรือถ้ารุนแรงก็จะพบเป็นโรคของอาการหัวใจขาดเลือดได้ด้วยเช่นเดียวกัน

โลหิตจาง อันตรายกว่าที่คิด
โลหิตจาง อันตรายกว่าที่คิด — ภาพจาก : https://www.pexels.com/photo/medical-eyeglasses-and-full-of-blood-vials-on-diaper-4230620/

สำหรับผู้ที่ป่วยเป็นโรคโลหิตจาง็ยังควรที่จะต้องมีการออกกำลังกาย เพื่อทำให้ร่างกายมีความแข็งแรงมากขึ้น แต่ก็ต้องรู้จักวิธีการในการดูแลตัวเองอย่างถูกต้องด้วยเช่นกัน

การออกกำลังกายของคนที่ป่วยเป็นโรคโลหิตจางสามารถทำได้แทบทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นแบบแอโรบิคหรือเวทเทรนนิ่ง แต่หากคุณมีปัญหาโลหิตจางอย่างรุนแรง อาจจะต้องลดระยะเวลาหรือความรุนแรงในการออกกำลังกายลงบ้าง เพราะคุณอาจจะมีอาการเหนื่อยง่ายกว่าคนปกติ เพราะเพียงแค่เดินเบาๆประมาณ 15 นาที คุณก็จะเหนื่อยมากๆแล้ว เพราะฉะนั้นต้องรู้จักตัวเอง และไม่หักโหมออกกำลังกายอย่างหนัก จนเป็นอันตรายต่อสุขภาพของตนเอง

ทั้งนี้ มีวิธีการในการฝึกออกกำลังกายสำหรับคนที่พบเจอปัญหาเกี่ยวกับเลือด และต้องการทำให้ตัวเองแข็งแรงมากขึ้น เพื่อเป็นการเพิ่มเม็ดเลือดแดงให้สูงขึ้นได้ ซึ่งจะต้องเป็นการออกกำลังกายที่เกี่ยวข้องนี้จะเป็นการออกกำลังกายชนิดทนทานในห้อง หรือมีการใส่หน้ากากที่มีออกซิเจนต่ำประมาณ 15 เปอร์เซ็นต์เป็นเวลา 2-3 สัปดาห์ ก็จะสามารถช่วยเพิ่มปริมาณเม็ดเลือดแดงในเลือดได้

เหตุผลที่การออกกำลังกายแบบนี้เป็นประโยชน์สำหรับคนที่มีเม็ดเลือดแดงต่ำ เนื่องมาจากในภาวะที่มีออกซิเจนต่ำ ร่างกายจะกระตุ้นไตให้หลั่งฮอร์โมนออกมา ซึ่งจะมีผลทำให้ร่างกายสร้างเม็ดเลือดแดงที่เพิ่มมากขึ้นหรือที่เรียกว่า “Attitude Training”

นอกจากนี้ ยังพบได้อีกว่าในประเทศที่มีพื้นที่สูงๆ อาจจะมีนักกีฬาขึ้นไปนอนพักบนที่สูง และกลับลงมาฝึกออกกำลังกายในพื้นที่ระดับน้ำทะเล ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความสูงต่ำกว่า หรือที่เรียกว่า “Live Hi- Train Low” การกระทำแบบนี้จะมีผลทำให้สามารถเพิ่มเม็ดเลือดแดง และเพิ่มสมรรถนะในการออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาได้

อย่างที่บอกไปตั้งแต่ต้นว่า เลือดเป็นสิ่งที่สำคัญเป็นอย่างยิ่งสำหรับการมีชีวิต การตรวจร่างกายและตรวจคุณภาพของเลือดเป็นประจำทุกๆปี จึงเป็นสิ่งที่จะทำให้เรารับรู้ได้ว่าสุขภาพร่างกายของเรามีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับเลือดหรือไม่ ซึ่งหากเกิดปัญหาที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ขึ้นมา ก็จำเป็นที่จะต้องรีบเร่งแก้ไข เพราะเลือดอาจทำให้เกิดผลเสียอย่างร้ายแรงในการเป็นโรคอื่นๆตามมาได้อีกมากมาย หากเราไม่เร่งแก้ไขตั้งแต่ต้น ปัญหาที่มีจะลุกลามบานปลายจนยากที่จะแก้ไขได้ทัน